Article

ผ้ารองกันเปื้อนกับท็อปเปอร์ต่างกันยังไง? มาเปรียบเทียบให้ดูชัดๆกันเลย

ผ้ารองกันเปื้อนกับท็อปเปอร์ต่างกันยังไง?
มาเปรียบเทียบให้ดูชัดๆกันเลยว่าควรเลือกซื้ออันไหนให้เหมาะกับการนอนของคุณ

เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตคนเราถูกใช้ไปกับการนอน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายได้พักผ่อน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้พร้อมลุยต่อในเช้าวันใหม่ การหันมาใส่ใจเรื่องคุณภาพของการนอนจึงจัดได้ว่าเป็นการลงทุนกับสุขภาพร่างกายของคุณที่ดีในระยะยาว

ด้วยสรีระ น้ำหนักตัว หรือ ปัญหาสุขภาพที่แตกต่างออกไปของเราทุกคน การหาที่นอนที่เหมาะสมกับตัวเรา อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้คุณต้องปวดหัว ดังนั้นการมีเครื่องนอนเสริมที่ช่วยให้ห้องนอนของคุณแสนสุขมากขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณนอนหลับพักผ่อนได้อย่างครบคุณภาพมากขึ้น

สองเครื่องนอนชิ้นหลักๆที่จะช่วยพัฒนาการนอนของคุณได้โดยตรง คือ ผ้ารองกันเปื้อน และ ท็อปเปอร์ ทั้งคู่ใช้วางทับบนที่นอน สามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิบนที่นอน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดาคนรักการนอนหลายๆท่านจะมีทั้งผ้ารองกันเปื้อนและท็อปเปอร์วางบนที่นอนไปด้วยกัน โดยวางผ้ารองไว้ชั้นบนสุด ให้ท็อปเปอร์คั่นกลางระหว่างที่นอนและผ้ารองกันเปื้อน เพื่อการปกป้องที่นอนและคุณภาพของการนอนที่ดีที่สุดระหว่างคืน

วันนี้สลีปเพ็นเลือกเครื่องนอนสองอย่างนี้ มาเปรียบเทียบให้ดูกันชัดๆ เพื่อช่วยคุณเลือกซื้อเครื่องนอนที่เหมาะสำหรับการนอนของคุณมากที่สุดค่ะ

ผู้นอนที่ควรมีผ้ารองกันเปื้อน

  • คุณเป็นคนที่เหงื่อออกเยอะระหว่างนอน และไม่ต้องการให้ที่นอนเปื้อนจากคราบเหงื่อ น้ำลาย หรือ เลือด (สำหรับคนเป็นประจำเดือน)
  • ถ้าคุณเป็นคนที่ห่วงเรื่องความสะอาดบนที่นอน ผ้ารองกันเปื้อน จะช่วยปกป้องที่นอนของคุณจากการสะสมตัวของแบคทีเรีย เชื้อรา ตัวเรือด แมลง สารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น และสารปนเปื้อนอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไป
  • คุณชอบความสบายของที่นอนที่มีอยู่ อยู่แล้ว  แต่อาจอยากได้ความนุ่มเพิ่มขึ้นมาหน่อย
  • คุณต้องการสิ่งที่ปกป้องที่นอนคุณได้ ที่ง่ายต่อการถอดออกมาซัก ทำความสะอาดได้ง่าย สามารถพับเก็บเข้าตู้ได้โดยไม่เปลืองพื้นที่เมื่อเวลาไม่ได้ใช้งาน

ผู้นอนที่ควรมีท็อปเปอร์

ถ้าที่บ้านคุณที่นอนมีคุณภาพดีอยู่แล้ว ปกติแล้วไม่จำเป็นจะต้องมีท็อปเปอร์ก็ได้ เว้นเสียแต่ว่า:

  • คุณรู้สึกว่าที่นอนที่มีอยู่แข็งเกิน หรือที่นอนเก่าของคุณมีการยุบตัวลงเป็นบริเวณต่างๆ จากการใช้งานหลายปี
  • คุณอยากได้ความหนานุ่มขึ้นบนที่นอน เนื่องจากการบาดเจ็บตามร่างกายบางอย่าง เช่น อาการปวดหลัง ปวดข้อ หรืออาการบาดเจ็บชั่วคราวอื่นๆ ซึ่งท็อปเปอร์จะมาเพื่อช่วยลดการสั่นสะเทือนเมื่อมีการพลิกตัวระหว่างนอน ทำให้การกดทับบนอวัยวะที่บาดเจ็บน้อยลง
ท็อปเปอร์ขนห่านเทียม Antivirus
ท็อปเปอร์ที่ให้ความรู้สึกหนานุ่ม เปรียบเสมือนนอนบนขนห่านจริง สำหรับผู้นอนที่ต้องการความนุ่มบนที่นอนมากขึ้น ได้รับการยืนยันโดยผลทดสอบจาก 3 สถาบันเรื่องการป้องกันแบคทีเรีย ไรฝุ่น และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ 99.98% จึงเพิ่มความสะอาดยิ่งขึ้นต่อการนอนของคุณ
ดูสินค้า
ท็อปเปอร์ Antivirus High Performance Foam
วางบนที่นอนเก่าที่มีอยู่ของคุณ เพิ่มความสะอาดยิ่งขึ้นต่อการใช้งานและช่วยเสริมความแน่น แก้ปัญหาอาการปวดหลังจากการนอนบนที่นอนที่ยุบตัวจากการใช้งาน ได้รับการยืนยันโดยผลทดสอบจาก 3 สถาบันเรื่องการป้องกันแบคทีเรีย ไรฝุ่น และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ 99.98%
ดูสินค้า
Previous
Next
Facebook
Twitter
WhatsApp
Email

ใช้เวลากับครอบครัวนอกบ้านอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโควิด

ใช้เวลากับครอบครัวนอกบ้านอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโควิด

วิธีลดความเสี่ยงจากไวรัสโควิด-19 เมื่อต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน

การหมั่นขยับร่างกาย เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่สมาชิกครอบครัวของคุณสามารถดูแลรักษาสุขภาพจิต และสุขภาพกายให้แข็งแรงดีในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด มีหลายขั้นตอน ที่คุณสามารถช่วยครอบครัวของคุณลดความเสี่ยงจากไวรัสโควิด19 เมื่อต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน

  • เวลาวางแผนเส้นทางไปนอกบ้าน ให้พยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลา peak hour ที่รู้ว่าจะมีคนแออัดชุกชุม และพยายามเลือกเส้นทางที่รู้ว่าจะเจอคนน้อยที่สุด ระหว่างการเดินทาง
  • เมื่อออกนอกบ้าน หมั่นพกเจลแอลกอฮอล์ไว้ติดกระเป๋า ควรเลือกแบบที่มีเปอร์เซ็นแอลกอฮอล์อย่างต่ำ 60% อื่นๆที่ควรพกคือ ทิชชู่เปียก หน้ากากอนามัยสำรอง (หลายคนที่หน้ากากอนามัยหาย หรือขาดระหว่างวัน ทำให้ต้องวุ่นวายวิ่งไปหาซื้อ) และ ถุงซิปพลาสติก เพื่อใส่หน้ากากเวลาที่ถอดอยู่ เช่น ตอนถอดหน้ากากกินข้าว
  • ก่อนออกจากบ้าน เช็คกับสมาชิกในครอบครัวว่าทุกคนรู้สึกโอเค และไม่มีอาการเสี่ยงที่รู้สึกได้ เช่น อุณหภูมิต้องไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ไม่มีอาการไอแห้งๆ หายใจลำบาก หอบเหนื่อยง่าย เป็นต้น 
  • เตือนกันและกันเมื่ออยู่ข้างนอกให้รักษาระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1 เมตร และไม่ควรอยู่ที่เดิมเกิน 15นาที เพราะเป็นระยะเวลาที่เสี่ยงการรับเชื้อจากผู้ติดเชื้อ ควรหมั่นเดินไปบริเวณอื่นเรื่อยๆ (ที่มีคนน้อย) เพื่อลดความเสี่ยงจะดีกว่า 
  • อย่าลืมใส่หน้ากากเสมอเมื่ออยู่ไกล้คนรอบๆ อย่าจับใบหน้า หรือจับหน้ากากหากยังไม่ได้ล้างมือ 
  • เมื่อถึงบ้าน รีบล้างมือและฟอกสบู่ทันที อย่างน้อย 20 วินาที
Facebook
Twitter
WhatsApp
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไรฝุ่น

อาการภูมิแพ้ อาการจาม ในตอนเช้า เกิดจากอะไร ?

อาการภูมิแพ้ อาการจาม ในตอนเช้า เกิดจากอะไร

การตื่นมาเพราะอาการจาม นอกจากจะสร้างความรำคาญใจให้เรา และคนข้างๆมากพอแล้ว  อาการจามมักมาพร้อมกับ น้ำมูกไหล จมูกตัน และ อาการคอแห้งเหือด ราวกับทะเลทรายซาฮาร่า แล้วทำไมเล่า เราหลายคนจึงชอบจามเวลาเช้าหลังตื่นนอน?

อะไรเป็นสาเหตุทำให้เราหลายๆคนชอบจามในช่วงเช้า??

มีเหตุผลมากมาย ที่เป็นตัวการของอาการฮัดชิ่วหรือเจ็บคอในยามเช้า ตัวการแรกเลยคือ ละอองเกสร จากดอกไม้ มักสูงที่สุดในช่วงเช้า สำหรับกลุ่มคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว จะสังเกตุได้เลยว่าอาการจาม ติดต่อ กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน จะพบว่ามีละอองหญ้า ละอองเกสร และ สปอร์ของเฟิร์น ในปริมาณมาก

อีกสาเหตุนึง ก็คือ คุณอาจจะเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้อยู่ ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก ในประชากรทุกๆ100 คน มีเยอะถึง 25 คนที่เป็นโรคนี้ นับเป็นร้อยละ 25 ของคนทั้งหมดที่เป็นโรคนี้ 

ยิ่งในฤดูที่มีอากาศแห้งและลมพัดแรง การกระจายของละอองเกสร ดอกไม้ และ สปอร์เชื้อรา ล้วนซึ่งเป็นสารก่ออาการภูมิแพ้ จะสูงขึ้นนอกบ้าน ส่งผลให้อาการจาม น้ำมูลไหล คันตา กำเริบได้

อาการภูมิแพ้เกิดจากอะไร?

อาการภูมิแพ้เหล่านี้  เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกัน ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลออกมาเป็นการจามออกมา คุณอาจจะรู้สึกตาแห้ง และ น้ำมูลไหลไปด้วยคู่กัน 

ในตอนกลางคืนระหว่างที่เรากำลังนอนหลับ มีการสะสมสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายเราสูดเข้าไปตอนนอน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าถ้าสภาพแวดล้อมที่คุณนอนนั้นเต็มไปด้วยไรฝุ่น อาการภูมิแพ้ก็จะมาปรากฏให้ประจักรเห็นตอนเช้าแน่นอน 

อาการภูมิแพ้เหล่านี้  เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกัน ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลออกมาเป็นการจามออกมา คุณอาจจะรู้สึกตาแห้ง และ น้ำมูลไหลไปด้วยคู่กัน

การแพ้ละอองเกษร นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถูกพบบ่อยมากในคนส่วนมาก 

นอกจากนี้ ยังควรระวัง พวกไรฝุ่น เชื้อรา ขี้ไม้ สารเคมี และ สะเก็ดรังแคจากพวกสัตว์เลี้ยงของคุณในบ้าน ที่มีส่วนเป็นต้นเหตุให้อาการจามของคุณกำเริบในยามเช้าก็เป็นได้

แล้วเราควรดูแลตัวเองยังไง เมื่อภูมิแพ้กำเริบ?

วิธีแก้อาการภูมิแพ้ระหว่างคืน 

หากคุณไม่อยากจมูกฟึดฟัดในยามเช้า ให้สวมหมวกยอดนักสืบและลองชี้ต้นตอที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ แยกตัวแปรออกมาจากพื้นที่นอนของคุณ และทยอยสังเกตุว่าอาการคุณดีขึ้นไหม 

  • หมั่นทำความสะอาดพื้นที่ในบ้านบ่อยๆ เพื่อกำจัดฝุ่น สะเก็ดรังแคจากผิวหนังสัตว์เลี้ยงของคุณ และ เชื้อราในอากาศ (ที่แม้คุณมองไม่เห็น ก็สามารถทำให้คุณจามเป็นชุดๆ ได้แน่นอน) 
  • กำจัดไรฝุ่น โดยการดูดฝุ่น ทำความสะอาดที่นอน หมอน และผ้าห่ม 
  • การหมั่นอาบน้ำให้น้องหมาน้องแมวที่บ้าน ก็ช่วยได้
  • หากคุณเป็นคนที่เซนซิทีฟกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และเป็นภูมิแพ้ได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ ให้พยายามปิดหน้าต่างบ้านในช่วงฤดูที่รู้ว่าเกสรดอกไม้เยอะ 
  • ลองเครื่องนอนที่เหมาะกับคนแพ้ง่าย ซึ่งจะทำมาจากวัสดุธรรมชาติ (เช่น ยางพารา) มีคุณสมบัติต้านไรฝุ่นและ ละอองเชื้อราในตัวอยู่แล้ว ทำให้ต้านสารพวกนี้ออกจากพื้นที่ๆคุณนอน แทนที่จะกักเก็บ สะสมไว้ข้างใน 

วิธีง่ายๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการจาม

วิธีบรรเทาอาการจาม เพียงทาVaselineเป็นชั้นบางๆด้านในริมรูจมูก จะช่วยดักไรฝุ่นและละอองเกสรไม่ให้ผ่านเข้าไปให้เกิดอาการภูมิแพ้

ในการบรรเทาอาการจามนั้น ลองทา Vaseline ด้านในริมจมูกก่อนนอน จะช่วยดักไรฝุ่นและละอองเกสรไม่ให้ผ่านเข้าไปในโพรงจมูก เพียงทาVaselineเป็นชั้นบางๆด้านในริมรูจมูกก็พอ ไม่ต้องทาเข้าไปลึก

นอกจากนี้ ลองทานยาที่มีตัว antihistamine ที่หาซื้อได้จากร้านยาทั่วไป หากทานระหว่างวัน ให้เลือกยาตัวที่กินแล้วไม่ง่วง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา 

ถ้าอาการภูมิแพ้ของคุณตอนกลางคืน ทำให้คุณนอนไม่หลับ การทาน antihistamine แบบที่ทำให้ง่วง เช่น chlorphenamine (Piriton), hydroxyzine , promethazine ก็จะเหมาะสมเมื่อทานตอนเย็น 

Facebook
Twitter
WhatsApp
Email

อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพการนอน

  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไรฝุ่น

ที่นอนยางพารา หรือ ที่นอนลาเท็กซ์

ก่อนซื้อควรรู้ ที่นอนยางพารา ที่นอนลาเท็กซ์ คืออะไร ?

  • ที่นอน ยางพารา หรือ ที่นอน Latex เป็นที่นอนธรรมชาติที่ผลิตจากน้ำยางพารา  
  • คุณสมบัติโดยหลัก มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยโอบสรีระร่างกายเวลานอน และ กระจายแรงกดทับจากน้ำหนักตัวได้ดี ถือว่าเป็นประเภทวัสดุที่นอน ที่เหมาะกับผู้มีปัญหาปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือ ปวดหลัง  
  • ด้วยคุณสมบัติธรรมชาติของตัวโฟมลาเท็กซ์ ทำให้มันเป็นที่นอนต้านไรฝุ่น แบคทีเรีย เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ หรือ แพ้ฝุ่นในอากาศง่ายกว่าปกติ
  • น้ำยางพาราที่นำมาผลิต ที่นอนยางพารา นั้นถูกค้นพบตามธรรมชาติในรูปแบบของเหลวตามลำต้น ของต้นยาง เดิมพื้นที่ในประเทศไทยที่มีการปลูกยางส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้และภาคอีสาน ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายพันธุ์ยางปลูกเพิ่มในภาคกลาง และภาคเหนือ

กรรมวิธีการผลิตแผ่นโฟมลาเท็กซ์ที่ใช้ในที่นอน มีอยู่ 2 แบบ

วิธีดันลอป (Dunlop)

แบบที่ 1 คือ วิธีดันลอป (Dunlop) เป็นวิธีดั้งเดิมในการผลิตแผ่นโฟมลาเท็กซ์ 

เมื่อปี คศ. 1929 บริษัทดันลอป (Dunloppilo) เป็นผู้ค้นพบคุณสมบัติพิเศษของยางพารา ว่าที่แท้มันเป็นวัสดุชั้นเลิศสำหรับการนำมาทำที่นอน จึงได้ริเริ่มนำยางพารามาแปรรูป

โดยขั้นตอนการผลิตแผ่นโฟมลาเท็กซ์จะใช้ยางพาราธรรมชาติเป็นส่วนผสมโดยล้วน

เริ่มจากการนำเนื้อยางเหลวที่เก็บมาจากต้นยาง นำมาตีเป็นโฟม เทใส่แม่พิมพ์ และ นำเข้าไปอบในเตาร้อนจัด สุดท้ายแผ่นโฟมจะถูกทำความสะอาด และทำให้เย็นลงเพื่อเซ็ทตัว

ลักษณะของโฟมลาเท็กซ์ที่ได้จากวิธีนี้ จะมีความแน่นด้านล่าง นุ่มด้านบน ทำให้เวลานอนช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีเยี่ยม

วิธีทาลาเลย์ (Talalay)

ต่อมา วิธีที่ 2 คือ วิธีทาลาเลย์ (Talalay) ซึ่งมีขั้นตอน และส่วนผสมมากขึ้นมาหน่อย 

ในกระบวนการผลิตของวิธีทาลาเลย์  เนื้อยางเหลวถูกเทเข้าไปในกล่องที่สามารถปิดแน่นได้ เพื่อที่จะใช้แรงดูดภายนอกช่วยให้เนื้อยางขยายตัวข้างในได้สม่ำเสมอทั่วแผ่น หลังจากนี้ส่วนผสมจะถูกนำไปแช่แข็ง ก่อนถูกใส่เข้าไปในเตาอบร้อนจัด 

ผลที่ได้คือความหนาแน่นของยางที่น้อยกว่าจากแบบดันลอป ความนุ่มแน่นจะความสม่ำเสมอกันทั่วแผ่นลาเท็กซ์ วิธีการนี้จะเกิด ของเสียจากการผลิตมากกว่าวิธีแรก และใช้พลังงานทรัพยากรมากกว่าด้วย

วิธีทาลาเลย์ จะได้แผ่นลาเท็กซ์ที่นุ่มกว่าวิธีดันลอป โดยทั่วไปจะนำมาใช้เป็น pillowtop วางข้างบนที่นอน เมื่อเราพลิกตัวระหว่างคืน ที่นอนจะตอบสนองการเคลื่อนไหวของเรามากขึ้น แต่ก็ยังคงรักษารูปของมันไว้อยู่ ทำให้นอนแล้วไม่จม 

โดยหลัก ที่นอนลาเท็กซ์มีอยู่สองประเภท คือ :

ข้อดี-ข้อเสีย ของที่นอนยางพาราแท้ และ ที่นอนยางพาราผสม จะแตกต่างกันออกไป เกณฑ์การเลือกว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรา ผู้นอนควรคำนึงถึงปัจจัยดังเช่น ความนุ่มแน่นที่ชอบ และ งบประมาณของเรา 

1. ที่นอนยางพาราแท้ 100%

ราคาของที่นอนยางพาราแท้สูงกว่าที่นอนที่ทำจากบรรดาใย/ผลผลิตอื่นๆจากธรรมชาติ อาทิเช่น ที่นอนใยมะพร้าว ที่นอนนุ่น 

ข้อดีของที่นอนจากยางพาราคือ มีความคงทน อายุการใช้งานยาว และไม่กักเก็บไรฝุ่น เป็นคุณสมบัติของโฟมลาเท็กแท้ ทำให้เหมาะกับผู้แพ้ฝุ่น หรือ มักsensitiveกับสารเคมีในของใช้ไกล้ตัว

ข้อดี

  • ยางพาราแท้จะมีรูพรุนทั่วแผ่นที่ตั้งใจทำใว้ในการผลิต ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดแรงกด จากการกดทับของร่างกายบนที่นอน 
  • ลดแรงสั่นสะเทือนจากการดิ้น พลิกตัวบนที่นอน เหมาะกับคู่รักที่แชร์เตียงนอน 
  • ทนทานต่อการใช้งานมากกว่าวัสดุฟองน้ำมาก หากดูแลดีอายุการใช้งานเกือบ 10 ปี 
  • ถูกสุขลักษณะเพราะไรฝุ่นและแบคทีเรียอยู่ไม่ได้ จึงเหมาะกับคนที่มีอาการแพ้ง่าย ผู้ที่มีอาการแพ้ลาเท็กซ์มีปริมาณน้อยมาก (แค่ 0.8% to 8.2% ในประชากรเท่านั้น)
  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะยางพารามาจากธรรมชาติ

ข้อเสีย

  • ที่นอนยางพาราใหม่ ใช้อาทิตย์แรกๆจะมีกลิ่นยางที่แรง ซึ่งจะค่อยๆหายไป
  • ที่นอนมีน้ำหนักเยอะ การเคลื่อนย้าย จะต้องใช้แรงจาก 3 คนขึ้นไป
  • ราคาสูง 

2. ที่นอนลาเท็กซ์แบบอัดแน่น 

มีราคาถูกกว่าแบบยางพาราแท้ แผ่นที่นอนลาเท็กแบบผสมเป็นการนำเศษยางพารา ที่เหลือจากการตัดแต่งส่วนเกินแผ่นลาเท็กซ์แท้ นำมาอัดรวมกันกับฟองน้ำชิ้นเล็กๆ กลิ่นของที่นอนจะไม่แรงเท่าแบบที่นอนพาราแท้ 

ข้อดี

  • สำหรับผู้ที่ชอบการนอนที่นอนแข็ง จะชื่นชอบที่นอนลาเท็กซ์ แบบอัดแน่น เพราะมีความแน่นกว่าที่นอนลาเท็กซ์ ยางพาราแท้
  • มีความคงตัวสูง ยืดหยุ่นน้อย ไม่ยุบง่าย ดังนั้นจะซัพพอร์ตผู้ใช้ที่น้ำหนักมาก 
  • ราคาไม่สูงนัก เหมาะกับผู้ที่อยากประหยัดงบ 

ข้อเสีย

  • มีน้ำหนักมากกว่าแบบยางพาราแท้ เนื่องจากมีความแน่นกว่า เคลื่อนที่ลำบาก
  • การใช้งานหลายปี อาจมีกลิ่นเหม็นอับ ระบายอากาศได้ไม่ดีเท่ายางพาราแท้ 
  • หากดูแลไม่ดี ที่นอนจะแตกตัวได้

 

สำหรับผู้ที่สนใจที่นอนลาเท็กซ์ สลีพเพ็นแนะนำ :

ที่นอนยางพาราแท้ และ ที่นอนยางอัด

สลีปเพ็น
ลาเท็กซ์ X5

ที่นอนยางพาราแท้ 100%

สลีปเพ็น NS

ที่นอนยางอัด ไม่ปวดหลัง 

ที่นอนลาเท็กซ์ไฮบริด (แบบผสม) มีแผ่นลาเท็กซ์ในชั้นพิลโล่ท็อป

สลีปเพ็น พลัส

  ที่นอนสปริงระบบคอมแพ็ค
ชั้นพิลโล่ท็อปยางแท้

สลีปเพ็น
พ็อกเก็ต X5

  ที่นอนพ็อคเก็ตสปริง
 ชั้นพิลโล่ท็อปยางแท้

 

Facebook
Twitter
WhatsApp
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไรฝุ่น

ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ใครที่เคยผ่านการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเพราะต้องปั่นงาน อ่านหนังสือสอบ หรือ ติดซีรี่ย์เรื่องใหม่ จะรู้เลยว่าในวันนั้นๆอารมณ์แปรปรวนอย่างแน่นอน อีกทั้งยังรู้สึกไร้เรี่ยวแรง และขาดสมาธิ ขี้หลงขี้ลืม โดยรวมแล้วคนที่ขาดนอนจะสัมผัสได้ว่าการทำงานโดยทั่วไปของร่างกายเรามันไม่เหมือนวันอื่นๆ

             การอดนอนอาจจะมีผลกระทบที่ร้ายแรงทวีคูณขึ้นในบางสถานการณ์ เช่นเมื่อต้องขับรถ หรือ ในการต้องบังคับงานเครื่องจักรใหญ่ๆด้วยร่างกายที่แสนเหนื่อยล้าในขณะที่การได้นอนน้อยบ้าง สองถึงสามวันครั้ง คงไม่ได้อันตรายหนักหนา แต่การอดหลับอดนอนในระยะยาว สามารถเพิ่มโอกาศการเกิดปัญหาสุขภาพแบบเรื้อรังได้

              จากงานวิจัยของ CDC พบว่า กลุ่มคนที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเป็นบรรดาโรคต่างๆ:

  • ภาวะโรคอ้วน
  • โรคหัวใจ
  • โรคเบาหวาน
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • ภาวะซึมเศร้า
  • โรคข้ออักเสบ
  • โรคไต
 

ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียด และการนอน

               เมื่อได้ยินคำว่า ‘เครียด’ เราตีความหมายมันไปในทางลบโดยทันที แต่ในเชิงวิวัฒนาการของมนุษย์และสัตว์นั้น ความเครียดเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายให้เราจัดการกับปัญหาหรือภัยที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่มันจะบานปลายมาคุกคามการอยู่รอดของเรา

            ในมนุษย์ ความเครียดมีหน้าที่กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ให้ทำการหลั่งฮอร์โมน ที่เพิ่มแรงเต้นของหัวใจ ให้เลือดถูกไหลเวียนไปทั่วอวัยวะสำคัญข้างใน รวมถึงกล้ามเนื้อของเราอีกด้วย กระบวนการนี้ก็เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการต้องต่อสู้ เคลื่อนไหว ในสถานการณ์คับขัน ผลกระทบของความเครียด ต่อร่างกายในระยะยาว           แน่นอนว่าการรู้สึกเครียดเป็นบางครั้งบางคราวเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่หากความเครียดถูกปล่อยให้อยู่นานๆ ระบบประสาทของเราต้องเผชิญกับภาวะตื่นตัวนานกว่าที่ควร ซึ่งส่งผลร้ายต่อกายภาพและสุขภาพจิตของเราได้

หนึ่งในผลกระทบจากความเครียดคือ อาการนอนไม่หลับ

           หากเราเป็นคนที่อยู่ในสภาวะตื่นตัวจากความเครียดบ่อยครั้ง จะทำให้เกิดดีเลย์ในกระบวนการของการนอนหลับ (Sleep Onset) ซึ่งคือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเราจากตอนเรารู้สึกตื่น ไปถึงตอนเรารู้สึกง่วงจนเข้าสู่การหลับสนิท การล่าช้าดังกล่าวเป็นที่มาของความคิดวิตกกังวลที่บ่อยขึ้น ณ ตอนกลางคืน

           นี่แหละเป็นวงจรที่ไม่มีไครอยากเข้าไปอยู่ เพราะการนอนหลับไม่พอยิ่งทำให้เกิดความเครียดเข้าไปอีก

            ในแบบสอบถามที่ถูกจัดเตรียมโดย National sleep foundation สถิติชี้ว่าในกลุ่มคนที่อายุระหว่าง 13-64 ปี 43%  มักประสบปัญหาการนอนไม่หลับ โดยนอนเฉยๆอยู่บนเตียงแต่ไม่สามารถหลับได้ อย่างน้อยๆเลยหนึ่งครั้งในเดือนที่ผ่านมา

  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • อาการหลับยาก ทำอย่างไรดี
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต
  • ไรฝุ่น

มันบุกมาแล้ว ไรฝุ่น และ ตัวเรือด EP 2

มันบุกมาแล้ว ไรฝุ่น และ ตัวเรือด EP 2

จาก ตอนที่แล้ว เราได้ไปพบปะแบคทีเรียชนิดต่างๆที่มักซ่อนอยู่ในเตียงของคุณ ในตอนนี้เราจะมาเล่าเรื่องสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย  และภาชนะของใช้ที่มันแอบติดมาด้วย!ในหนึ่งวันคุณจะรู้ไหมว่า คุณผลัดเซลล์ผิวหนังประมาณถึง 500 ล้านเซลล์ขณะนอนหลับอยู่บนเตียงซึ่งเซลล์ผิวหนังเหล่านี้คืออาหารสุดแสนอุดมสมบูรณ์ของไรฝุ่นขนาดจิ๋ว มูลของไรฝุ่นเหล่านี้ขึ้นชื่อโด่งดังในเรื่องกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่างๆ แม้กระทั่งโรคหอบหืด สิ่งที่ร้ายเกี่ยวกับไรฝุ่นคือเจ้านี่ตัวเล็กมาก แม้ว่าตาเปล่ามนุษย์เรามองไม่เห็น แต่ลองถามคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ดูสิ ก็จะรู้เลยว่าไรฝุ่นสร้างโทษหลากหลายจริงๆ

นอกจากไรฝุ่นแล้วตัวเรือด (bed bugs) ก็เป็นภัยอันตรายได้เช่นกัน ซึ่งถึงแม้ว่าแมลงตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ (ยาวประมาณ 5 มม.) ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นพาหะนำโรค แต่ก็สามารถกัดเราทำให้เกิดรอยแดงคันได้ อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตที่ปรากฏอยู่ในอาการต่างๆ เช่น มีอาการวิตกกังวล นอนหลับยาก (ระแวงโดนกัด)  และ อาการภูมิแพ้

ตัวเรือดถูกนำเข้ามาในบ้านได้ผ่านสิ่งทอสารพัดชนิด เช่น เสื้อผ้าหรือเป้สะพายหลัง หรือ แม้กระทั่งติดมากับตัวสมาชิกในครอบครัวของคุณ

การซักและตากผ้าปูเตียงด้วยอุณหภูมิสูง (ประมาณ 55 องศาเซลเซียส) มีศักยภาพฆ่าไรฝุ่นได้ แต่สำหรับตัวเรือดนั้นจะต้องถูกกำจัดโดยมืออาชีพเท่านั้น และมักมีค่าใช้จ่ายที่แพงทีเดียว

1.  แล้วเชื้อโรคก็กล่าวว่า..ขอติดรถมาด้วยน้า

ระวังของใช้ของคุณให้ดี เพราะคุณยังสามารถนำเชื้อโรค เชื้อรามาสู่เตียงนอน ผ่านของใช้ในครัวเรือนเหล่านี้ที่ล้วนถูกปนเปื้อนแทบจะตลอดเวลา ของใช้ส่วนตัวดังเช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือ ผ้าเช็ดมือ หรือพื้นที่ส่วนรวมเช่น พื้นผิวในห้องน้ำและห้องครัว หรือ สัตว์เลี้ยงในบ้านของคุณ

ผ้าเช็ดต่างๆที่ใช้ในห้องน้ำและห้องครัวล้วนเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดซึ่งมักหนีไม่พ้นสายพันธุ์ยอดฮิตอย่าง S. aureus และ E. coli 

แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่รักษาความสะอาดตลอดก็อย่าเพิ่งตายใจ เพราะหากซักผ้าเหล่านี้ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เชื้อโรคสามารถถูกแพร่กระจายไปยังสิ่งของอื่นๆได้อย่างง่ายดาย นี่ก็รวมถึงผ้าปูที่นอนของเราด้วย แม้แต่โรคน่ากลัวอย่างโรคหนองในก็สามารถติดต่อผ่านผ้าเช็ดตัวหรือผ้าปูที่นอนได้

เชื้อโรค จุลินทรีย์ต่างชนิดมีชีวิตอยู่บนสิ่งทอได้เป็นระยะเวลาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น S. aureus สามารถอยู่รอดได้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์บนผ้าฝ้าย และสองสัปดาห์บนผ้าขนหนู นอกจากนี้แล้ว เชื้อราชนิดต่างๆ (เช่น พันธุ์ Candida albicans ซึ่งสามารถทำให้เกิดเชื้อราในช่องปาก การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และการติดเชื้อราที่อวัยวะเพศ) และสามารถอยู่บนผ้าได้นานถึงหนึ่งเดือน

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถมีชีวิตอยู่บนเสื้อผ้าและทิชชู่ใช้แล้วทิ้ง ได้นานถึง 8-12 ชั่วโมง และไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น ไวรัสพันธุ์ Vaccinia ที่อยู่ในตระกูลไวรัสไข้ทรพิษ สามารถอาศัยอยู่บนขนสัตว์และใยฝ้ายได้นานถึง 14 สัปดาห์

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก: 

CNN Health. How frequently should you wash your bed sheets? More often than you think. https://edition.cnn.com/2021/07/30/health/bed-sheets-washing-partner-wellness-partner/index.html

  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • อาการหลับยาก ทำอย่างไรดี
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต
  • ไรฝุ่น

งานวิจัยโควิดชี้แนะ วิธีเลี่ยงการติดเชื้อกันภายในรถ

งานวิจัยโควิดชี้แนะ วิธีเลี่ยงการติดเชื้อกันภายในรถ

ปัจจุบันในภาวะการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

หลายครั้งที่สมาชิกในบ้าน จำเป็นต้องขับรถพาผู้ติดเชื้อไปส่งที่โรงพยาบาล เนื่องจากไม่สามารถหารถ ambulance มารับได้เลย จะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในช่วงการเดินทางดังกล่าว เรามีงานวิจัยล่าสุดมาบอกเล่ากัน

    งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัย Swansea พบว่า การหมั่นเปิดหน้าต่างในรถเพียงแค่ระยะเวลา 10 วินาที สามารถลดการสะสมของละออง Covid-19 ได้ถึง 97% ความแตกต่างของแรงดันลมระหว่างข้างในและนอกรถ ทำให้มีลมโบกพัดแรงดูดไวรัสออกจากรถได้

     หากเราขับรถยนต์ด้วยความเร็วต่ำกว่า 48กม./ชม. การเปิดกระจกทั้งหมด 4บาน จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่ในการขับด้วยความเร็วมากกว่านี้ ให้เปิดกระจกแนวแทยง 2 บาน

ศาสตราจารย์ เชินเฟง ลี, มหาวิทยาลัย SWANSEA Tweet

การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศของเชื้อไวรัส Covid-19 เกิดขึ้นได้ผ่านสองทาง

การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศของเชื้อไวรัส Covid-19 เกิดขึ้นได้ผ่านสองทาง : ผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ที่ออกมาผ่านการ ไอ, หรือ ผ่านละอองลอยจากการหายใจเข้าออกโดยทั่วไป

ละอองฝอยขนาดใหญ่มีน้ำหนักมากพอที่จะสามารถตกลงมาอยู่บนพื้นผิวต่างๆได้ภายในไม่กี่วินาที ในขณะเดียวกันละอองลอยนั้นสามารถระเหย และปล่อยไวรัสวนเวียนอยู่ในอากาศถึงหนึ่งชั่วโมง   หัวหน้าโปรเจค ศาสตราจารย์ เชินเฟง ลี ได้แนะนำวิธีที่จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อแบบผ่านละอองลอย

“เมื่อขับรถด้วยความเร็วต่ำ ความต่างของแรงดันระหว่างภายในและนอกรถจะมีไม่มาก ทำให้อากาศภายในรถมีความปั่นป่วนสูง ซึ่งเราจะพบสภาวะนี้มากในการขับรถในเมือง เพราะโดยธรรมชาติแล้วจะมีการต้องหยุด-สตาร์ทรถตลอด อีกทั้งยังมีการเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนทิศบ่อยครั้ง”

“ในสถานการณ์เหล่านี้ เราต้องถ่ายเทอากาศให้มากเท่าที่จะทำได้ ด้วยการเปิดหน้าต่างให้เยอะที่สุด”

แต่เมื่ออยู่บนทางด่วนที่ใช้ความเร็วสูง เราควรปฎิบัติอีกแบบหนึ่ง

เราพบว่า รถที่เคลื่อนที่เร็วขึ้นส่งผลให้ความต่างในความดันอากาศสูงขึ้น ทำให้การเปิดกระจกที่แทยงกัน (เช่น กระจกขวาหน้า, กระจกซ้ายหลัง) สร้างภาวะอุโมงค์ลมที่ทำให้การกระจายละอองอากาศดีขึ้นเมื่อเทียบกับเวลาเปิดกระจกทั้งสี่บาน กระบวนการนี้ได้ผลมากถึงขั้นที่ว่า ต้องทำแค่ 10วิ ทุกๆ5-10นาที หรือ ทุกครั้งที่มีคนไอ หรือจามในรถ

ศาสตราจารย์ ลี

“เราพบว่า รถที่เคลื่อนที่เร็วขึ้นส่งผลให้ความต่างในความดันอากาศสูงขึ้น ทำให้การเปิดกระจกที่แทยงกัน (เช่น กระจกขวาหน้า, กระจกซ้ายหลัง) สร้างภาวะอุโมงค์ลมที่ทำให้การกระจายละอองอากาศดีขึ้นเมื่อเทียบกับเวลาเปิดกระจกทั้งสี่บาน”

“กระบวนการนี้ได้ผลมากถึงขั้นที่ว่า ต้องทำแค่ 10วิ ทุกๆ5-10นาที หรือ ทุกครั้งที่มีคนไอ หรือจามในรถ”

      ทีมวิจัยยังพบอีกว่า การนั่งข้างหน้าจะปลอดภัยกว่าข้างหลัง เพราะปริมาณลมส่วนใหญ่เลยจะถูกเป่าไปในทิศทางข้างหลัง หากผู้โดยสาร (หลายครั้งมักเป็นผู้ที่ติดเชื้อ) ในรถจำเป็นต้องนั่งข้างหลัง ศจ. ลี แนะนำว่าให้ผู้โดยสารรถนั่งอีกฝั่งจากฝั่งที่กระจกเปิดอยู่ คำแนะนำนี้สำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับรถโดยสารเช่น รถแทกซี่  รถเช่า และรถส่วนตัว

(คำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้แปล  สำหรับประเทศไทย ที่ใช้พวงมาลัยขวา การเปิดกระจกทแยง หมายความว่า ผู้โดยสารควรนั่งด้านหลังผู้ขับ ในขณะที่ กระจกถูกลดแบบทแยง ตามภาพ )

 

ในอีกส่วนหนึ่งของงานวิจัย ศจ. ลี ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของทีมที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับโควิด-19 ของรัฐบาลเวลช์ ได้ถูกขอให้ทำการตรวจสอบว่า ฉากกั้นระหว่างที่นั่งข้างหน้าและข้างหลังมีประโยชน์หรือไม่

สิ่งที่พบคือ ฉากกั้นอาจจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

“นอกจากจะเพิ่มบริเวณพื้นผิวให้ละอองของเหลวมาเกาะแล้ว ฉากกั้นยังขัดขวางไม่ให้อากาศในรถหมุนเวียน”

“ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้นี่อาจจะช่วยป้องกันคนขับได้ แต่สำหรับผู้โดยสารข้างหลัง ฉากกั้นทำหน้าที่เหมือนฟองอากาศขนาดใหญ่ที่ยากมากที่ไวรัสข้างในจะถูกขับออกมาข้างนอกได้ผ่านแรงดันของอากาศ”

อย่างไรก็ตาม ศจ. ลี กล่าวว่า การใส่หน้ากากยังเป็นวิธีที่ดีสุดในการป้องกันตนเองในรถสาธารณะ

ผลจากทีมวิจัยยังชี้ว่า การใส่หน้ากากป้องกันช่วย ลดการปล่อยเชื้อไวรัสได้ 90% และ การรับเชื้อไวรัสในผู้โดยสารลดลงไป 70%

  

บทความแปลมาจาก BBC NEWS

สนับสนุน โดย สลีปเพ็น

  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • อาการหลับยาก ทำอย่างไรดี
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต
  • ไรฝุ่น

มันบุกมาแล้ว เมื่อเชื้อโรคและสารพัดสัตว์ บุกที่นอนของคุณ ep 1

มันบุกมาแล้ว เมื่อเชื้อโรคและสารพัดสัตว์ บุกที่นอนของคุณ ep 1

อะไรเล่าจะสุขใจมากกว่าการได้คลานขึ้นเตียง ห่อตัวเองในผ้าห่มนุ่มๆ จมลงหมอนรอให้ราตรีพาเราไป ทว่าก่อนที่จะรู้สึกสบายมากเกินไป คุณอาจจะอยากรู้ว่า ที่จริงแล้วที่นอนของคุณไม่ได้ต่างจาก จานเพาะเชื้อในห้องแล็บดีๆนี่เอง ส่วนผสมที่ลงตัวจากเหงื่อ น้ำลาย รังแค เศษเซลล์ผิวหนังของเรา อีกทั้งพวกเศษอาหารหลงเหลือ สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมือนสวรรค์สำหรับเชื้อโรคต่างๆ เช่นแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ไรฝุ่น และก็ ยังมีแมลงป่วนสุข(สุขของการนอน) อีกด้วย

ทำใจไว้ดีๆ เพราะต่อไปนี้ คือสิ่งที่อาจจะแฝงตัวอยู่ในผ้าห่มของเรา  เริ่มกันที่ แบคทีเรีย ก่อน

ที่นอนของเราก็เปรียบเสมือนเจ้าบ้านของแบคทีเรียหลากหลายสายพันธ์

ยกตัวอย่างจากงานวิจัยหนึ่งที่วิเคราะห์ ผ้าปูเตียงของโรงพยาบาล ที่พบแบคทีเรีย Staphylococcus ฝังตัวกันอย่างดาดดื่น

 แบคทีเรียพวกนี้แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วไม่เป็นอันตราย แต่หากเข้ามาในร่างกายเราผ่านแผลเปิดบนผิวหนังจะทำให้เกิดอาการป่วยร้ายแรงได้

และ บางสายพันธ์ของแบคทีเรีย Staphylococcus ก็สามารถสร้างความร้ายแรงได้มากกว่าสายพันธ์ที่เหลือ

อย่างสายพันธ์ Staphylococcus aureus  (เรียกสั้นๆว่า S. aureus ) 

ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่ติดต่อง่าย และ สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อของผิวหนัง ฝีหนอง อาการปอดบวม และ การเป็นสิวอักเสบ 

S.aureus ที่ถูกพบบนปลอกหมอน หลายสายพันธ์ก็เป็นพวกดื้อยา (ปฎิชีวนะ ) ด้วย

ผลจากงานวิจัยยังพบว่า ที่มักถูกพบด้วยกันกับ Staphylococcus และ  E. coli  คือบรรดา  แบคทีเรียแกรมลบ ที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อ และพวกนี้ก็ดื้อยาด้วย โรคติดเชื้อที่พวกนี้ก่อ ก็อย่างเช่น 

ติดเชื้อท่อปัสสาวะ อาการท้องร่วงในนักเดินทาง การติดเชื้อในลำไส้ และ อาการปอดบวม

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการล้างมือหลังใช้ห้องน้ำเสร็จจึงสำคัญมาก ก็เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียไปยังส่วนอื่นๆในบ้าน

             แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลนั้นย่อมแตกต่างจากบ้านที่อยู่อาศัยของเรา ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เป็นไปไม่ได้ที่แบคทีเรียจะมาถึงบนที่นอนของเรา ที่จริงแล้วประมาณหนึ่งในสามของคนทั่วไปนั้น มีเชื้อ S. aureus อยู่ในร่างกาย และสามารถปล่อยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ออกมาในปริมาณที่น่าตกใจ –นี่หมายความว่า ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่แบคทีเรียอย่าง S. Aureus จะ บุกมาถึงที่นอนในบ้านของเรา

จาก

CNN Health. How frequently should you wash your bed sheets? More often than you think. https://edition.cnn.com/2021/07/30/health/bed-sheets-washing-partner-wellness-partner/index.html

Facebook
Twitter
WhatsApp
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไรฝุ่น

เปิดความจริง ที่นอนนำเข้า ที่นอนใส่กล่อง

เปิดความจริง ที่นอนนำเข้า จะได้เข้าใจกันซักที

กระแสมาที่นอนนำเข้าใส่กล่อง ที่นอนใส่กล่องคืออะไรกันแน่?
ที่นอนแบบไหนใส่กล่องได้ แบบไหนไม่ควรใส่กล่อง จะมาบอกกันให้รู้วันนี้ 

จุดเริ่มต้นของที่นอนใส่กล่องมาจากความพยายามลดต้นทุนการขนส่ง ก่อนจะใส่กล่องได้ ที่นอนต้องถูกดูดลม จนเหลือ อย่างน้อย หนึ่งในสามของปริมาตร แล้ว ถูก ม้วน ให้ กลม เพื่อบรรจุลงกล่องทรงสูง

                ในบรรดาที่นอนที่หลากหลาย ที่นอนสปริงธรรมดา  ที่นอนพ็อคเกตสปริง ที่นอนยางพาราแท้   มีเพียงที่นอนฟองน้ำ ยางพารา และ  เมมโมรี่โฟม  ที่ดูจะมีปัญหาน้อยเมื่อถูกดูดลม เนื่องจาก ปราศจากโครงสร้างลวดสปริงที่เป็นของแข็ง  การคืนตัวหลังแกะกล่อง จะใช้เวลาประมาณ 1 วัน ให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์ 

สำหรับที่นอนยางพาราแท้นั้น...

มีความหนาแน่นที่สูงมากและมีน้ำหนักที่หนักมาก ซึ่งแล้วแต่สูตรการผลิตของแต่ละโรงงานที่ผลิตยางพารา โดยจะมีความหนาแน่นอยู่ที่ 50-80 kg/cbm โดยประมาณ  ที่นอนยางพาราเนื้อดีหรือไม่จะอยู่ที่ส่วนผสมของเนื้อยาง หากผลิตออกมาแล้วเนื้อยุ่ยง่าย ฉีกขาดง่าย เมื่อนำมาดูดสุญญากาศม้วนแล้วจะมีผลอย่างมากที่ทำให้ยางพาราฉีกขาดอย่างรวดเร็ว

                  โดยปกติแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำที่นอนยางพาราที่หนากว่า 4 นิ้ว ในรูปแบบที่นอนปกติ เนื่องจากด้วยน้ำหนักตัวคนเมื่อนอนลงไประยะการยุบตัวของชั้นยางพาราจะไม่ถึง 4 นิ้ว
ดังนั้นสำหรับความเชื่อที่ต้องซื้อที่นอนยางพาราทั้งก้อนหนามากกว่า 4 นิ้วแล้วจะทำให้นอนดีจึงเป็นความเชื่อที่ไม่จำเป็นค่ะ ไม่ต้องจ่ายแพงสำหรับที่นอนทั้งชิ้นขนาดนั้นเลย หนักเกินไป แถมเปลี่ยนผ้าปูก็ยังเหนื่อยอีกต่างหาก

 

            ที่นอนสปริงธรรมดา ตามโครงสร้างที่ดี จะต้อง มี ลวดขอบ border perimeter wire วางอยู่ บน และ ล่าง ของที่นอน รวมถึงลวดซัพพอร์ตด้านข้าง เพื่อรักษาทรงของที่นอนให้อยู่ในลักษณะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตลอดอายุการใช้งานความเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไม่โย้ ไปด้านใดด้านหนึ่ง มีความสำคัญ ในการรักษาสมดุลของวงสปริงภายในให้เฉลี่ยรับน้ำหนักผู้นอนอย่างเท่าเทียม  แต่ ลวดขอบนี้ไม่สามารถจะหักหรือจับม้วนได้เลย

            ดังนั้นที่นอนสปริงที่นำเข้าจากต่างประเทศ (จีน) จึงมีราคาถูกจะไม่มีลวดขอบและตัวลวดซัพพอร์ตด้านข้าง ซึ่งผู้บริโภคสามารถสังเกตได้ง่ายโดยการนั่งลงด้านข้างที่นอน (ด้านใดก็ได้)  จะรู้สึกถึง การยุบตัวและไหลตัวลงพื้นทันที
ข้อเสียของการดูดสุญญากาศที่นอนในลักษณะนี้จะมีหลายประการ

                     1. สปริงคืนตัวไม่ถึง 80%
                     2. ยุบตัวเร็ว หรือ ลวดภายในอาจจะทิ่มหรือหัก แทงออกมาให้เห็นนอกที่นอน เป็นอันตรายต่อผู้นอนได้
                     3. ชั้นวัสดุฟองน้ำภายในก็สามารถที่จะยุ่ยเร็วเนื่องจากเกิดการเสียดสีกับโครงสร้างลวดภายในโดยตรงอีกด้วย

                 ที่นอนพ็อคเกตสปริง เป็นที่นอนที่มีคุณภาพสูงจะมีชั้นฟองน้ำและชั้นวัสดุอื่นหลายชั้น และมีราคาสูงตาม ดังนั้นผู้ผลิตจะไม่นิยม ดูดลม และ ม้วนใส่กล่อง  เนื่องจากการคืนตัวของที่นอน อาจจะไม่ ถึง 100% อีกหนึ่งงประเด็น หากที่นอนถูกเก็บในกล่องนานเกิน 6 เดือน มีความเป็นไปได้ที่กาว adhesive ที่เชื่อมถุงพ็อคเก็ตจะเกิดเสื่อมสภาพทำให้ถุงพ็อคเกตมากมายจะแตกตัวออกจากกันได้ ซึ่งทำให้สปริงล้มและเกิดการยุบตัวเป็นแอ่งของที่นอนทำให้ผู้นอนปวดหลังนั่นเองค่ะ

                  ตอนนี้ข้อดี ข้อเสีย ของที่นอนใส่กล่องก็เริ่มชัดขึ้นแล้ว ดาร์ลิ่งก็หวังว่าจะช่วยเพิ่มความเชี่ยวชาญในการช้อปปิ้งออนไลน์ให้กับทุกคนนะคะ

Facebook
Twitter
WhatsApp
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • อาการหลับยาก ทำอย่างไรดี
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต
  • ไรฝุ่น

อยากใช้เครื่องนอนผ้าคอตต้อน รู้ไหมอันไหนจริง อันไหนย้อมแมว

ใครๆ บอกพูดแต่ผ้าคอตตอน รู้หรืออันไหนจริง อันไหนย้อมแมว ??

              ปัจจุบันในธุรกิจสิ่งทอเคหะโดยเฉพาะผ้าปูปลอกหมอนที่ใช้ตามบ้านมีความสับสนสูงมากค่ะ โดยเฉพาะในตลาดออนไลน์ซึ่งลูกค้าไม่สามารถจะจับต้องเนื้อผ้าได้แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโดนเขาหลอกว่าเป็นผ้าคอตตอน แต่ที่แท้แล้วไม่ใช่ !

ก่อนอื่นต้องมาเรียนรู้พื้นฐานของเส้นใยและเส้นด้ายกันนิดนึงในโลกของสิ่งทอรวมถึงเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กันอยู่เส้นใย มาจาก ประเภท
1. ฝั่งที่มาจากธรรมชาติ 
2. ฝั่งที่มาจากสังเคราะห์  

ภายใต้ฝั่งธรรมชาติเส้นใย จะมาจาก สัตว์ และ พืช

ฝั่งที่ได้มาจากสัตว์ เช่น รังไหม ขนแกะ ส่วนฝั่งที่ได้มาจากพืช เช่น ฝ้าย หรือคอตต้อนในภาษาอังกฤษ  ที่เป็น ตัวหลัก มีหลายพันธุ์ แต่ที่คุณภาพสูงจะเป็นพันธุ์ อียิปต์ และ sea island

Previous
Next

ในส่วนของฝั่งเส้นใยสังเคราะห์

ตัวแม่ที่เป็นที่แพร่หลายที่สุดคือ ใยโปลีเอสเตอร์ (เส้นใยจะถูกปั่นตีเกลียวเป็นเส้นด้ายโปลีเยสเตอร์) เมื่อ 10 ปี มานี้ มีใยไมโครไฟเบอร์ถูกพัฒนาต่อยอดจากใยโปลีเอสเตอร์มีความบางขนาด 5-10 ไมครอน เท่านั้น  ซึ่งบางกว่าเส้นใยฝ้ายที่มีขนาด 20 ไมครอน เสียอีก  

           อ้าว แล้วทีนี้ มันยังไงต่อหล่ะ ต้นทุนในการผลิตเส้นใยผ้าย (ซึ่งต่อมาก็จะถูกปั่น ตีเกลียวเป็น เส้นด้ายฝ้าย ) นับว่าแพงมากเลย เมื่อเทียบกับพวกเส้นใยสังเคราะห์ การปลูกฝ้ายใช้เคมีเยอะมากเพื่อฆ่าศัตรูพืชต้องรดน้ำกันมหาศาลเลยเวลานำผ้าฝ้าย  มา ฟอก มาย้อม มาพิมพ์ ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนอีก
อย่างไรก็ตามคอตตอนมีข้อดีมากมายจึงไม่มีวันตายและใยสังเคราะห์ก็เลียนแบบไม่ได้ คือระบายอากาศได้ดี ใส่แล้วเย็น  ใช้ได้ดีทั้งในเมืองร้อนเมืองหนาว ทนการอบผ้าแบบร้อนๆได้ ยิ่งซักยิ่งนุ่ม ทนการซักรีดได้สูง  โรงแรมจึงระบุเลือกแต่ ผ้าค้อตต้อน 100 %  
ส่วนต้นทุนการผลิตผ้าไมโครไฟเบอร์นั้นถูกกว่าเยอะ เพราะมันถูกสังเคราะห์มาไง ยิ่งผลิตเยอะก็ยิ่งถูก ทีนี้ผ้าไมโครฯ เขามีเนื้อเนียน ผิวสัมผัสนุ่ม  เพราะมีใยไมโครไฟเบอร์ที่เป็นต้นตอ  ผู้บริโภคจึงเข้าใจไปเองว่า น่าจะเป็นคอตต้อน (ชนิดหนึ่ง) ฝ่ายพ่อค้าแม่ค้า ก็ เออๆ ออๆ ไปด้วย ประมาณว่าอยากขายของให้ได้เเลยไม่อยากพูดมากหรืออาจจะไม่มีความรู้ด้านสิ่งทอเลยก็เป็นไปได้

 

            แล้วเวลาช้อปปิ้งออนไลน์จะแยกออกได้ยังไงหล่ะ ?  เวลาที่มันเป็นผ้าไมโครฯ นั้น ผู้ผลิตก็จะเลี่ยงไม่ใช้คำว่า คอตตอน 100%  แต่จะหันไปตั้งชื่อเก๋ๆ (แต่ถ้าถามไป คนขายอาจจะบ่ายเบี่ยง ไม่ตอบ เพราะไม่รู้จริงก็ได้นะ ) ส่วนใหญ่มักจะลงท้าย ด้วยคำว่า “เทค” “นาโน” “ไมโคร” เอาแน่เอานอนไม่ได้ (ตามสะดวกคนตั้งชื่อละกัน อย่าไปซ้ำกับ แบรนด์คู่แข่งเป็นใช้ได้)

 
ส่วนการเคลมจำนวนเส้นด้าย ก็แล้วแต่จินตนาการไปเลย 1,000 เส้นก็มี ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก (มันเกี่ยวกับ ขนาดของเส้นด้าย ที่มีขนาดตายตัวแน่นอนอยู่แล้วในวงการสิ่งทอ)


แล้วเดี๋ยว EP หน้า จะมาอธิบาย ความหมายของ จำนวนเส้นด้าย หรือ thread count เพื่อช่วยในการเลือกซื้อผ้าปูปลอกหมอนฯ กันค่ะ 

Facebook
Twitter
WhatsApp
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีดูแลตัวเอง
  • วิธีเลือกที่นอน
  • อาการจาม
  • โรคจมูกอักเสบ
  • ไรฝุ่น
Scroll to Top