ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน

มันบุกมาแล้ว ไรฝุ่น และ ตัวเรือด EP 2

มันบุกมาแล้ว ไรฝุ่น และ ตัวเรือด EP 2

จาก ตอนที่แล้ว เราได้ไปพบปะแบคทีเรียชนิดต่างๆที่มักซ่อนอยู่ในเตียงของคุณ ในตอนนี้เราจะมาเล่าเรื่องสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย  และภาชนะของใช้ที่มันแอบติดมาด้วย!ในหนึ่งวันคุณจะรู้ไหมว่า คุณผลัดเซลล์ผิวหนังประมาณถึง 500 ล้านเซลล์ขณะนอนหลับอยู่บนเตียงซึ่งเซลล์ผิวหนังเหล่านี้คืออาหารสุดแสนอุดมสมบูรณ์ของไรฝุ่นขนาดจิ๋ว มูลของไรฝุ่นเหล่านี้ขึ้นชื่อโด่งดังในเรื่องกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่างๆ แม้กระทั่งโรคหอบหืด สิ่งที่ร้ายเกี่ยวกับไรฝุ่นคือเจ้านี่ตัวเล็กมาก แม้ว่าตาเปล่ามนุษย์เรามองไม่เห็น แต่ลองถามคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ดูสิ ก็จะรู้เลยว่าไรฝุ่นสร้างโทษหลากหลายจริงๆ

นอกจากไรฝุ่นแล้วตัวเรือด (bed bugs) ก็เป็นภัยอันตรายได้เช่นกัน ซึ่งถึงแม้ว่าแมลงตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ (ยาวประมาณ 5 มม.) ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นพาหะนำโรค แต่ก็สามารถกัดเราทำให้เกิดรอยแดงคันได้ อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตที่ปรากฏอยู่ในอาการต่างๆ เช่น มีอาการวิตกกังวล นอนหลับยาก (ระแวงโดนกัด)  และ อาการภูมิแพ้

ตัวเรือดถูกนำเข้ามาในบ้านได้ผ่านสิ่งทอสารพัดชนิด เช่น เสื้อผ้าหรือเป้สะพายหลัง หรือ แม้กระทั่งติดมากับตัวสมาชิกในครอบครัวของคุณ

การซักและตากผ้าปูเตียงด้วยอุณหภูมิสูง (ประมาณ 55 องศาเซลเซียส) มีศักยภาพฆ่าไรฝุ่นได้ แต่สำหรับตัวเรือดนั้นจะต้องถูกกำจัดโดยมืออาชีพเท่านั้น และมักมีค่าใช้จ่ายที่แพงทีเดียว

1.  แล้วเชื้อโรคก็กล่าวว่า..ขอติดรถมาด้วยน้า

ระวังของใช้ของคุณให้ดี เพราะคุณยังสามารถนำเชื้อโรค เชื้อรามาสู่เตียงนอน ผ่านของใช้ในครัวเรือนเหล่านี้ที่ล้วนถูกปนเปื้อนแทบจะตลอดเวลา ของใช้ส่วนตัวดังเช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือ ผ้าเช็ดมือ หรือพื้นที่ส่วนรวมเช่น พื้นผิวในห้องน้ำและห้องครัว หรือ สัตว์เลี้ยงในบ้านของคุณ

ผ้าเช็ดต่างๆที่ใช้ในห้องน้ำและห้องครัวล้วนเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดซึ่งมักหนีไม่พ้นสายพันธุ์ยอดฮิตอย่าง S. aureus และ E. coli 

แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่รักษาความสะอาดตลอดก็อย่าเพิ่งตายใจ เพราะหากซักผ้าเหล่านี้ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เชื้อโรคสามารถถูกแพร่กระจายไปยังสิ่งของอื่นๆได้อย่างง่ายดาย นี่ก็รวมถึงผ้าปูที่นอนของเราด้วย แม้แต่โรคน่ากลัวอย่างโรคหนองในก็สามารถติดต่อผ่านผ้าเช็ดตัวหรือผ้าปูที่นอนได้

เชื้อโรค จุลินทรีย์ต่างชนิดมีชีวิตอยู่บนสิ่งทอได้เป็นระยะเวลาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น S. aureus สามารถอยู่รอดได้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์บนผ้าฝ้าย และสองสัปดาห์บนผ้าขนหนู นอกจากนี้แล้ว เชื้อราชนิดต่างๆ (เช่น พันธุ์ Candida albicans ซึ่งสามารถทำให้เกิดเชื้อราในช่องปาก การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และการติดเชื้อราที่อวัยวะเพศ) และสามารถอยู่บนผ้าได้นานถึงหนึ่งเดือน

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถมีชีวิตอยู่บนเสื้อผ้าและทิชชู่ใช้แล้วทิ้ง ได้นานถึง 8-12 ชั่วโมง และไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น ไวรัสพันธุ์ Vaccinia ที่อยู่ในตระกูลไวรัสไข้ทรพิษ สามารถอาศัยอยู่บนขนสัตว์และใยฝ้ายได้นานถึง 14 สัปดาห์

จาก

CNN Health. How frequently should you wash your bed sheets? More often than you think. https://edition.cnn.com/2021/07/30/health/bed-sheets-washing-partner-wellness-partner/index.html

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

งานวิจัยโควิดชี้แนะ วิธีเลี่ยงการติดเชื้อกันภายในรถ

งานวิจัยโควิดชี้แนะ วิธีเลี่ยงการติดเชื้อกันภายในรถ

ปัจจุบันในภาวะการณ์แพร่ระบาด หลายครั้งที่สมาชิกในบ้าน จำเป็นต้องขับรถพาผู้ติดเชื้อไปส่งที่โรงพยาบาล เนื่องจากไม่สามารถหารถ ambulance มารับได้เลย จะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในช่วงการเดินทางดังกล่าว เรามีงานวิจัยล่าสุดมาบอกเล่ากัน

    งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัย Swansea พบว่า การหมั่นเปิดหน้าต่างในรถเพียงแค่ระยะเวลา 10 วินาที สามารถลดการสะสมของละออง Covid-19 ได้ถึง 97% ความแตกต่างของแรงดันลมระหว่างข้างในและนอกรถ ทำให้มีลมโบกพัดแรงดูดไวรัสออกจากรถได้

         หากเราขับรถยนต์ด้วยความเร็วต่ำกว่า 48กม./ชม. การเปิดกระจกทั้งหมด 4บาน จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

แต่ในการ ขับด้วยความเร็วมากกว่านี้ การเปิดกระจกแนวแทยง 2 บาน ประสิทธิภาพจะสูงขี้นอีก การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศของเชื้อไวรัส Covid-19 เกิดขึ้นได้ผ่านสองทาง : ผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ที่ออกมาผ่านการ ไอ, หรือ ผ่านละอองลอยจากการหายใจเข้าออกโดยทั่วไป ละอองฝอยขนาดใหญ่มีน้ำหนักมากพอที่จะสามารถตกลงมาอยู่บนพื้นผิวต่างๆได้ภายในไม่กี่วินาที ในขณะเดียวกันละอองลอยนั้นสามารถระเหย และปล่อยไวรัสวนเวียนอยู่ในอากาศถึงหนึ่งชั่วโมง   หัวหน้าโปรเจค ศาสตราจารย์ เชินเฟง ลี ได้แนะนำวิธีที่จะสามารถป้องกันการแพร่เชื้อแบบผ่านละอองลอย

“เมื่อขับรถด้วยความเร็วต่ำ ความต่างของแรงดันระหว่างภายในและนอกรถจะมีไม่มาก ทำให้อากาศภายในรถมีความปั่นป่วนสูง ซึ่งเราจะพบสภาวะนี้มากในการขับรถในเมือง เพราะโดยธรรมชาติแล้วจะมีการต้องหยุด-สตาร์ทรถตลอด อีกทั้งยังมีการเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนทิศบ่อยครั้ง”

“ในสถานการณ์เหล่านี้ เราต้องถ่ายเทอากาศให้มากเท่าที่จะทำได้ ด้วยการเปิดหน้าต่างให้เยอะที่สุด”

แต่เมื่ออยู่บนทางด่วนที่ใช้ความเร็วสูง เราควรปฎิบัติอีกแบบหนึ่ง

“เราพบว่า รถที่เคลื่อนที่เร็วขึ้นส่งผลให้ความต่างในความดันอากาศสูงขึ้น ทำให้การเปิดกระจกที่แทยงกัน (เช่น กระจกขวาหน้า, กระจกซ้ายหลัง) สร้างภาวะอุโมงค์ลมที่ทำให้การกระจายละอองอากาศดีขึ้นเมื่อเทียบกับเวลาเปิดกระจกทั้งสี่บาน”

“กระบวนการนี้ได้ผลมากถึงขั้นที่ว่า ต้องทำแค่ 10วิ ทุกๆ5-10นาที หรือ ทุกครั้งที่มีคนไอ หรือจามในรถ”

      ทีมวิจัยยังพบอีกว่า การนั่งข้างหน้าจะปลอดภัยกว่าข้างหลัง เพราะปริมาณลมส่วนใหญ่เลยจะถูกเป่าไปในทิศทางข้างหลัง หากผู้โดยสาร (หลายครั้งมักเป็นผู้ที่ติดเชื้อ) ในรถจำเป็นต้องนั่งข้างหลัง ศจ. ลี แนะนำว่าให้ผู้โดยสารรถนั่งอีกฝั่งจากฝั่งที่กระจกเปิดอยู่ คำแนะนำนี้สำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับรถโดยสารเช่น รถแทกซี่  รถเช่า และรถส่วนตัวด้วย

 

                 (คำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้แปล  สำหรับประเทศไทย ที่ใช้พวงมาลัยขวา การเปิดกระจกทแยง หมายความว่า ผู้โดยสารควรนั่งด้านหลังผู้ขับ ในขณะที่ กระจกถูกลดแบบทแยง ตามภาพ )

 

ในอีกส่วนหนึ่งของงานวิจัย ศจ. ลี ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของทีมที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับโควิด-19 ของรัฐบาลเวลช์ ได้ถูกขอให้ทำการตรวจสอบว่า ฉากกั้นระหว่างที่นั่งข้างหน้าและข้างหลังมีประโยชน์หรือไม่

สิ่งที่เขาพบคือ ฉากกั้นอาจจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

 

“นอกจากจะเพิ่มบริเวณพื้นผิวให้ละอองของเหลวมาเกาะแล้ว ฉากกั้นยังขัดขวางไม่ให้อากาศในรถหมุนเวียน”

“ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้นี่อาจจะช่วยป้องกันคนขับได้ แต่สำหรับผู้โดยสารข้างหลัง ฉากกั้นทำหน้าที่เหมือนฟองอากาศขนาดใหญ่ที่ยากมากที่ไวรัสข้างในจะถูกขับออกมาข้างนอกได้ผ่านแรงดันของอากาศ”

 

 

อย่างไรก็ตาม ศจ. ลี กล่าวว่า การใส่หน้ากากยังเป็นวิธีที่ดีสุดในการป้องกันตนเองในรถสาธารณะ

ผลจากทีมวิจัยยังชี้ว่า การใส่หน้ากากป้องกันช่วย ลดการปล่อยเชื้อไวรัสได้ 90% และ การรับเชื้อไวรัสในผู้โดยสารลดลงไป 70%

 

 

 

บทความแปลมาจาก https://www.bbc.com/news/uk-wales-58202468
สนับสนุน โดย สลีปเพ็น

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

มันบุกมาแล้ว เมื่อเชื้อโรคและสารพัดสัตว์ บุกที่นอนของคุณ ep 1

มันบุกมาแล้ว เมื่อเชื้อโรคและสารพัดสัตว์ บุกที่นอนของคุณ ep 1

อะไรเล่าจะสุขใจมากกว่าการได้คลานขึ้นเตียง ห่อตัวเองในผ้าห่มนุ่มๆ จมลงหมอนรอให้ราตรีพาเราไป ทว่าก่อนที่จะรู้สึกสบายมากเกินไป คุณอาจจะอยากรู้ว่า ที่จริงแล้วที่นอนของคุณไม่ได้ต่างจาก จานเพาะเชื้อในห้องแล็บดีๆนี่เอง ส่วนผสมที่ลงตัวจากเหงื่อ น้ำลาย รังแค เศษเซลล์ผิวหนังของเรา อีกทั้งพวกเศษอาหารหลงเหลือ สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมือนสวรรค์สำหรับเชื้อโรคต่างๆ เช่นแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ไรฝุ่น และก็ ยังมีแมลงป่วนสุข(สุขของการนอน) อีกด้วย

ทำใจไว้ดีๆ เพราะต่อไปนี้ คือสิ่งที่อาจจะแฝงตัวอยู่ในผ้าห่มของเรา  เริ่มกันที่ แบคทีเรีย ก่อน

ที่นอนของเราก็เปรียบเสมือนเจ้าบ้านของแบคทีเรียหลากหลายสายพันธ์

ยกตัวอย่างจากงานวิจัยหนึ่งที่วิเคราะห์ ผ้าปูเตียงของโรงพยาบาล ที่พบแบคทีเรีย Staphylococcus ฝังตัวกันอย่างดาดดื่น

 แบคทีเรียพวกนี้แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วไม่เป็นอันตราย แต่หากเข้ามาในร่างกายเราผ่านแผลเปิดบนผิวหนังจะทำให้เกิดอาการป่วยร้ายแรงได้

และ บางสายพันธ์ของแบคทีเรีย Staphylococcus ก็สามารถสร้างความร้ายแรงได้มากกว่าสายพันธ์ที่เหลือ

อย่างสายพันธ์ Staphylococcus aureus  (เรียกสั้นๆว่า S. aureus ) 

ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่ติดต่อง่าย และ สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อของผิวหนัง ฝีหนอง อาการปอดบวม และ การเป็นสิวอักเสบ 

S.aureus ที่ถูกพบบนปลอกหมอน หลายสายพันธ์ก็เป็นพวกดื้อยา (ปฎิชีวนะ ) ด้วย

ผลจากงานวิจัยยังพบว่า ที่มักถูกพบด้วยกันกับ Staphylococcus และ  E. coli  คือบรรดา  แบคทีเรียแกรมลบ ที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อ และพวกนี้ก็ดื้อยาด้วย โรคติดเชื้อที่พวกนี้ก่อ ก็อย่างเช่น 

ติดเชื้อท่อปัสสาวะ อาการท้องร่วงในนักเดินทาง การติดเชื้อในลำไส้ และ อาการปอดบวม

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการล้างมือหลังใช้ห้องน้ำเสร็จจึงสำคัญมาก ก็เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียไปยังส่วนอื่นๆในบ้าน

             แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลนั้นย่อมแตกต่างจากบ้านที่อยู่อาศัยของเรา ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เป็นไปไม่ได้ที่แบคทีเรียจะมาถึงบนที่นอนของเรา ที่จริงแล้วประมาณหนึ่งในสามของคนทั่วไปนั้น มีเชื้อ S. aureus อยู่ในร่างกาย และสามารถปล่อยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ออกมาในปริมาณที่น่าตกใจ –นี่หมายความว่า ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยที่แบคทีเรียอย่าง S. Aureus จะ บุกมาถึงที่นอนในบ้านของเรา

จาก

CNN Health. How frequently should you wash your bed sheets? More often than you think. https://edition.cnn.com/2021/07/30/health/bed-sheets-washing-partner-wellness-partner/index.html

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

ภูมิแพ้เกิดจากมูลของไรฝุ่น มีของแถมเป็นเชื้อรา ด้วยจ้า

ภูมิแพ้เกิดจากมูลของไรฝุ่น มีของแถมเป็นเชื้อรา ด้วยจ้า

เพื่อนๆลองทายว่าในห้องนอนห้องหนึ่ง จะมีสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นสักกี่ตัว หมื่นตัว? แสนตัว? ถึงล้านไหม?

                  ในงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่า ห้องนอนโดยเฉลี่ยแล้วมีตัวไรฝุ่นมากนับล้านตัว เพราะอุณหภูมิ และความชื้นที่พอเหมาะ
            อีกงานวิจัยของต่างประเทศ ทีมแพทย์นำใยผ้าจากที่นอนเก่ามาส่องผ่านกล้องกล้องจุลทรรศน์ ปรากฏว่าพบอาณาจักรสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เมื่อมาดูใกล้ๆ เต็มไปด้วยสารก่อภูมิแพ้และเชื้อรามากถึง 26 ชนิด             

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ

        เชื้อรา และ ไรฝุ่น มักจะอยู่คู่กัน ที่ไหนมีไรฝุ่น การันตีเลยว่าที่นั่นมีเชื้อราอยู่ด้วย (รองลงมาจากขี้ไคล และรังแคของคน) เพราะเชื้อราคือหนึ่งในอาหารหลักของไรฝุ่น แม้จะถูกตัวไรฝุ่นกินเข้าไปแล้วมันก็ไม่ได้หายไปไหนไกลเลย เพราะเมื่อถูกขับถ่ายออกมา ราข้างในมูลไรยังสามารถเติบโตต่อได้ในบริเวณเดิม ตราบใดที่มีความชื้นเพียงพอ

สรุปง่ายๆว่าตัวไรฝุ่นอยู่กินจากเชื้อราได้ในที่เดียวกันได้แทบจะตลอดวงจรชีวิตของมันเลยแหละ จึงอธิบายว่าทำไมไรฝุ่นถึงอยู่ในที่ๆมันอยู่ได้อย่างดื้อดึง เป็นเพราะว่าที่อยู่อาศัยของมันครบวงจรสุดๆ อำนวยให้มันกินอยู่ได้ในที่เดียวกับที่สืบพันธ์โดยที่ไม่ต้องย้ายไปไหนเลย

สิ่งอื่นที่ไรฝุ่นกินเป็นอาหาร

 คือ เกสร ยีสต์ แบคทีเรีย และ เส้นใยพืช อย่างไรก็ตามอาหารโปรดของไรฝุ่นไม่ใช่อะไรอื่นใดเลย นอกจากเซลล์ผิวหนังของเราในขี้ไคลและรังแคนี่แหละ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยนานาชนิดแบคทีเรีย อีกทั้งยังมีน้ำมันบนผิวเรา (และหนังศีรษะด้วย เยอะมาก)  เชื้อรา และ จุลินทรีย์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากความชื้นบนผิวเรา

ใครอยากเห็นมูลไรฝุ่น วันนี้เรามีรูปมาฝาก

ภาพข้างล่างมาจากการส่องกล้องจุลทรรศน์บนมูลของไรฝุ่น สังเกตตรงรอบๆก้อนมูลให้ดี นั่นแหละคือเส้นใยของเชื้อรา (mold hyphae) ที่เห็นได้ว่าเลื้อยออกมาด้านนอก โดยน้องเชื้อราพวกนี้ พอถูกขับถ่ายออกมา ตราบใดที่มีความชื้นมันก็สามารถโตต่อได้เลย

ขอบคุณรูปจาก Dr Matthew J Colloff, copyright CSIRO Publishing.

คำแนะนำจากนักวิจัย

แล้วอะไรกันอยู่ในเจ้าก้อนๆมูลไรฝุ่นเนี่ย

เมื่อแพทย์ดำเนินการส่องดูในมูลไรฝุ่น ได้เจอสารก่อภูมิแพ้อีก 15ชนิด แต่อย่าเพิ่งตื่นตูมกันไป เพราะโดยส่วนใหญ่คนเป็นโรคภูมิแพ้ ไม่ได้แพ้ทุกชนิด ที่พบว่ากระตุ้นโรคภูมิแพ้จริงๆ มีอยู่3 ชนิด  ดังกล่าว:

  1. Der p1 ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ย่อยอาหารของ ไรฝุ่นสายพันธุ์ยุโรป Dermatophagoides pteronyssinus
  2. Der p2 เป็นโปรตีนที่เลียนแบบอาการคล้ายการติดเชื้อจากแบคทีเรีย
  3. Der p23 เป็นเอ็นไซม์ที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในฟิล์มที่หุ้มมูลไร

จากงานวิจัยพบว่า ไรฝุ่นไม่สามารถมองเห็นหรือคุมอุณหภูมิร่างกายของมัน (อีกทั้งยังไม่มีระบบทางเดินหายใจที่ชัดเจน) ทำให้ไรฝุ่นจำเป็นต้องอาศัยอยู่กันเป็นนิคมแบบพึ่งพากันและล้วนใช้ประสาทสัมผัสในการอยู่รอด รวมถึงการหาอาหาร การหาแหล่งสืบพันธ์ และการหลบภัยอันตราย

สภาพแวดล้อมที่เขาอยู่กัน ต้องเป็นที่อุ่น ชื้น มืดและนิ่ง ที่มันสามารถหลบแสงสว่างได้ ไรฝุ่นชอบหลบในรูของผ้าทอสุดๆ เช่น ผ้าม่าน ผ้าหุ้มโซฟา พรม หมอน ผ้าห่ม และที่นอน   ล้วนอยู่ ในห้องนอนของเราทั้งสิ้น

เมื่อลองมาคิดดู ที่จริงก็น่าทึ่งไม่ใช่น้อยที่ถึงแม้ว่ากฎเกณฑ์การมีชีวิตของมันจะเยอะขนาดนี้ การดำรงชีวิตของไรฝุ่นมีอยู่จริงแน่นอน อยู่อย่างสบายๆด้วย ถ้าเราไม่จัดการกับมัน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

ตัว(ไร) อ่ะ?!? หน้าฝนนี้ ใช้เครื่องนอนต้านไรฝุ่น ต้านไวรัส โอกว่า

ตัว(ไร) อ่ะ?!? หน้าฝนนี้ ระวังไรฝุ่น

ช่วงนี้เมืองไทยเปลี่ยนเป็นฤดูฝนแล้ว
        พออากาศเย็นก็ขึ้นค่อยสบายตัวหน่อย อากาศเปลี่ยนแปลงก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะทุกคน เพราะว่าหน้าฝนเป็นช่วงที่หลายๆคนพบว่ามีปัญหาเรื่องการหายใจมากกว่าปกติเนื่องจากความชื้นในอากาศ โรคภูมิใจทางเดินหายใจหลักๆก็มี โรคหอบหืด โรคแพ้อากาศ หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ รู้หรือไม่ว่าสาเหตุหลักๆของอาการภูมิแพ้เหล่านี้เนี่ย มักจะมาจากปริมาณไรฝุ่นที่เพิ่มขึ้นในอากาศเนื่องจากความชื้นที่สูงขึ้น

ถามว่าไรฝุ่นมาจากไหน

 ความจริงมันมีอยู่ทุกที่นั่นแหละ แต่ที่เป็นแหล่งชุกชุมเลยก็จะเป็นตามที่มืดๆ มีเส้นใยซับซ้อน เช่น หมอน ผ้าห่ม พรม เฟอร์นิเจอร์  โดยจะชอบอยู่ในที่ร้อนชื้น อย่างประเทศไทยเรา ซึ่งอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ ที่ 70-80% ไรฝุ่นเติบโตได้ดีเลยทีเดียว

      เอ้ะ แล้ว ไรฝุ่นมันคืออะไรกันแน่ หลายคนเคยได้ยินแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไร เป็นสัตว์หรือเป็นฝุ่นกันแน่ วันนี้เลยมาไขข้อข้องใจคร่าวๆ นะ

ตัวไร เนี่ย เป็นแมงขนาดเล็กตระกูลเดียวกับพวกเห็บ มีหลายสายพันธ์ เช่นไรของสัตว์ เช่น ไรนก ไรหนู ไรพืช ส่วนตัวไรฝุ่นที่ซี้กับมนุษย์เราเลยเนี่ย เรียกว่า ไรฝุ่นบ้าน (house dust mite) ถ้าไครบอกว่าเคยเห็นตัวไรฝุ่น อย่าไปเชื่อเลย โม้แน่นอน เพราะว่าตาเรามองไม่เห็นแน่นอน เจ้าไรฝุ่นขนาดเล็กมากๆเกือบเท่าจุดดินสอ (ประมาณ 0.1-0.3 มม) ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องเท่านั้นถึงจะเห็น ตัวจะชอบซ่อนอยู่ตามที่ซอกมุมมืดๆ ในบ้าน โดยเฉพาะที่นอน หมอน โซฟา พรม

บุฟเฟต์รังแค

ทีนี้เพื่อนๆคงถามว่า แล้วทำไมมันถึงชอบไปอยู่ในที่พวกนั้น

ก็เพราะเจ้าพวกนี้มันชอบกินเศษผิวหนัง และรังแคของเรามากไงล่ะ! (สะพรึงมากจ้า)

ถ้าเราลองนึกดูนะ ในเวลา24ชม. เฉลี่ยแล้วเราใช้เวลาตั้ง6-9ชมต่อวันแน่ะบนที่นอน (ช่วงล้อคดาวไม่ต้องพูดถึง น่าจะมากกว่านั้นอีก เหอๆ) คิดดูว่าขี้ไคลเราที่สะสมตามที่นอน น่าจะประหนึ่งเหมือน บุฟเฟ่ต์ให้ไรฝุ่นกินกันอย่างสำราญ…

 

ไหน ไครสงสัยว่ามีไรฝุ่นกัดเรา หรือดูดเลือดเราไหม ตอบได้เลยว่าไม่ใช่ผลงานไรฝุ่นแน่นอน เพราะไรฝุ่นกินเฉพาะ เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว (dead skin cells) ที่อยู่ตามที่ต่างๆ
    อาทิเช่น ที่ๆ เราชอบนั่งเล่น นอนเล่น คือตัวไรมันไม่ได้มีฟันกัดคนได้โดยตรง ดังนั้นหากมีอาการคันผิวหนัง น่าจะมาจากการเจอสารระคายเคืองอื่นๆนะ

ไหนใครชอบเอาขนมมากินบนเตียง ยอมรับมา

 

เพราะว่านอกจากนี้ไรฝุ่นยังชอบเสวยบนพวกสปอร์เชื้อรา (mold spore) พบตามอาหารที่เราวางทิ้งไว้ หรือเศษอาหารที่ตกหล่น ยิ่งที่ร้อนๆชื้นๆอย่างประเทศไทยเราเนี่ย น้องไรยิ่งเลิฟจ้า เอาล่ะ ถึงตอนนี้เริ่มรู้สึกสยองกันหรือยัง

เวลาเติบโตของไรฝุ่น ตั้งแต่ฟักไข่จนถึงขั้นสืบพันธ์ได้ ใช้เวลา1เดือน และตัวแก่ของไรฝุ่นโดยจะมีชีวิตอยู่มากสุด 2เดือน แต่ ตัวเมียเนี่ย สามารถออกไข่ได้1-3ฟองต่อวันเลยนะ

 

สิ่งที่อันตรายจากน้องๆไรฝุ่นก็คือ ของเสีย (มูลไร) ของมันเนี่ยแหละ เป็นมันเป็นสารก่อภูมิแพ้ชั้นดีเลย เมื่อนานๆสูดดมเข้าไป แม้คนที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ก็อาจจะเริ่มมีอาการโรคภูมิแพ้ดังกล่าว:

  • อาการจาม
  • มีน้ำมูกไหล
  • คันดวงตา ตาระคายเคือง ตาแดง มีน้ำตาไหล
  • จมูกตัน
  • คันจมูก ปาก คอ
  • อาการไอ

แล้วนี่ช่วงไวรัสระบาด เห็นใครไอ (หรือเราไอเอง!) ก็ระแวงสุดๆแล้ว อย่าให้อาการแพ้ไรฝุ่นมาทำเราสับสนเลยดีกว่า วันนี้เรามาเสนอวิธีป้องกันไรฝุ่นในบ้านแบบเบสิคๆกันจ้า

เราจะแบ่งการป้องกันเป็นใน2ข้อ คือ 1.การคุมความชื้นในอากาศ   และ 2. ทำความสะอาดสิ่งทอในห้อง

 

1.อากาศ

การดูแลลักษณะอากาศในห้องนั้นสามารถทำได้ง่ายๆโดยการหมั่นเปิดหน้าต่าง ประตูให้ลมโกรกเข้าห้อง มีอากาศถ่ายเท ลดความอับชื้นได้ และที่สำคัญให้แสงแดดส่องเข้าในห้องด้วย

ส่วนในหน้าฝนนั้น หากท่านใดเป็นโรคภูมิแพ้ ก็อาจแนะนำให้มีเครื่องลดความชื้นในอากาศ (dehumidifier) ไว้ติดห้องเลย เพราะนอกจากจะสามารถช่วยลดปริมาณ ของไรฝุ่น ได้แล้ว ยังลดสปอร์ราได้ เนื่องจากการเติบโตของเจ้าสารภูมิแพ้จะช้าลงมากเมื่อระดับความชื้นในห้องต่ำ โดยเปอร์เซ็นความชื้นที่ช่วยต้านไรฝุ่นและราได้ อยู่ที่ 40-50% นะจ๊ะ

  1. ทำความสะอาดสิ่งทอในห้อง

            เดี๋ยวนี้ตามท้องตลาดมีเครื่องดูดไรฝุ่นขนาดเล็กราคาย่อมเยา บางอันมีฟังค์ชั่น ฆ่าเชิ้อโรคผ่านแสง UV ซึ่งแม้ว่าตามทฤษฎีนั้น แสง UV มีประสิทธิภาพช่วยฆ่าตัวไรฝุ่นได้ก็จริง  ในความเป็นจริงสามารถช่วยได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะไรฝุ่นมักหลบอยู่หลังซอกเส้นใย ทำให้แสงUV ไม่สามารถโดนทุกตัว 100% หรอกนะ

            ยังไงแนะนำว่าเครื่องดูดไรฝุ่นที่เวิร์ค จะต้องมี HEPA filter ซึ่งสามารถทั้งกรองและดักสารก่อภูมิแพ้ได้ 99.97% หากใครยังไม่มีเครื่องดูดฝุ่นที่นอน วิธีพื้นบ้านเลยก็คือ การนำเครื่องนอนไปสะบัดข้างนอก ตากไว้สัก 2-3ชม. ในวันที่แดดออกจัดๆ สักอาทิตย์ละ1-2ครั้ง ก็ช่วยลดตัวไรได้นะ

            อีกอย่างคือ ให้หมั่นซักเครื่องนอนทุกๆ 2 สัปดาห์ การซักโดยใช้ผงซักฟอก สามารถล้างสารก่อภูมิแพ้ได้มากถึง 84%

              สำหรับท่านที่ใส่ใจสุขภาพอาจอยากรู้ว่า เอ้ะ แล้ว ที่นอนเนี่ย มันมีแบบกันไรฝุ่นในตัวไปเลยหรือปล่าว วันนี้มาชี้เป้าว่าเครื่องนอน Sleepen เนี่ย เค้าใช้ผ้านิตแจ็คการ์ดที่ผสานนวัตกรรม Viroblock จากสวิสเซอร์แลนด์ ที่นอกจากจะมีคุณสมบัติต้านไวรัส และ แบคทีเรียแล้ว ยังต้านไรฝุ่นอีกด้วย  ได้รับการยืนยันจากห้องแล็บชั้นนำ ได้แก่ สหราชอาณาจักร , ประเทศจีน ภายใต้มาตรฐาน ISO 18184 และ มหาวิทยาลัยมหิดล

             อ้อ Sleepen เขาทำหน้ากากผ้าด้วยนะ แน่นอนว่าใช้นวัตกรรมป้องกันไรฝุ่นเหมือนกันนะจ๊ะ ใครที่มีอาการภูมิแพ้ จะฤดูนี้ หรือทุกฤดู แอดมินว่า ควรตำเลยจ้า

Blogger Bibi

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

อาการภูมิแพ้และไรฝุ่น มีความเกี่ยวข้องกับที่นอนอย่างไร

อาการภูมิแพ้และไรฝุ่น มีความเกี่ยวข้องกับที่นอนอย่างไร

 เมื่อความเจ็บป่วยของร่างกายเกิดขึ้น

        การรับประทานยาหรือพบแพทย์ถือเป็นทางออกที่ดีสุด แต่รู้หรือไม่ว่าความเจ็บปวดบางอย่าง แม้รักษาจนหายไปแล้วแต่ก็สามารถกลับมาเจ็บป่วยใหม่ได้อีก ทั้งนี้เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยดังกล่าวอาจอยู่ใกล้ตัวเรามากจนคาดไม่ถึง

อันตรายจากตัวไรฝุ่น

ถือเป็นพาหะของโรค แพร่กระจายได้ดีในสถานที่ที่อากาศถ่ายไม่ถ่ายเท มีขนาดเล็กมากเพียงแค่ 0.3 มิลลิเมตร ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถพบไร่ฝุ่นได้ตาม ที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่มีเส้นใยให้ไรฝุ่นสามารถหลบซ่อนอาศัยได้ เนื่องจากเศษคราบไคลของผิวหนังคนเราที่ลอกหลุดออกมาในแต่ละวัน ถือเป็นอาหารชั้นดีให้กับตัวไรฝุ่น นอกจากนี้ใยผ้าและขนสัตว์ที่เอามาทำ ที่นอน ผ้าห่ม ก็สามารถกินเป็นอาหารได้อีกด้วยด้วย 

โดยธรรมชาติของไรฝุ่นจะชอบอยู่ตามเส้นใยที่มืด ยิ่งอับชื้นเท่าไรยิ่งดี ซึ่งกิจวัตรในแต่ละวันของไรฝุ่น จะทำการกิน ถ่ายและแพร่พันธุ์ โดยการแพร่พันธุ์สามารถทำได้เร็วมากๆ ตัวเมียจะตั้งท้องภายใน 1 ชั่วโมงและ 3 วันต่อมาก็จะตกไข่ จากระยะไข่จนเป็นตัวโตเต็มวัยจะใช้เวลาประมาณแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง

โรคภูมิแพ้

 เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปภายในร่างกาย จึงเกิดการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากเกินจนผิดปกติ ซึ่งภายหลังจากได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะกระตุ้นทำให้เกิดผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบรุนแรง โรคหอบหืด ทั้งยังทำให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคผิวหนังอักเสบมีอาการของโรคเร็วมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะเกิดอาการเฉพาะในผู้ที่แพ้เท่านั้น ในคนปกติจะไม่เกิดอาการดังกล่าวแต่อย่างใด

 โรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่สามารถแสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้จะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มีสาเหตุการเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม โดยตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ จะเรียกกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) หรือสิ่งกระตุ้น ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง การสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก หรือถูกกัดต่อยทางผิวหนัง

ไรฝุ่นทำให้เกิดภูมิแพ้ได้อย่างไร?

สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว ถ้าหากสูดดมมูลของไรฝุ่นที่ติดอยู่ตาม ที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มต่างๆ หรือผิวหนังของเราไปสัมผัสกับตัวไรฝุ่นที่ตายแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทาน (Antibodies) ขึ้นมา โดยภูมิต้านทานนี้จะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า ฮีสตามีน ซึ่งทำให้เกิดอาการบวม และการระคายเคืองของทางเดินหายใจ ไอ จาม คันตา และอาจรุนแรงถึงขั้นหอบหืด และภูมิแพ้นี้ยังสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งถือเป็นภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ยังสาเหตุของโรคหลายชนิด

ทั้งโรคทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง โรคตาอักเสบ ที่ทำให้ตาระคายเคือง โรคจมูกอักเสบ ทำให้น้ำมูกไหลและมีการจามบ่อย โรคหอบหืด ที่ทำให้ไอและมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคผิวหนังอักเสบ เช่น มีผื่นแดงและคัน ปวดศีรษะ เป็นต้น ซึ่ง ที่นอน สามารถมีตัวไรฝุ่นสะสมได้ถึงหลายล้านตัว และโดยเฉลี่ยคนเราต้องนอนอยู่บน ที่นอน ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน นั้นหมายความว่าผิวหนัง ระบบการหายใจของเราต้องสัมผัสคลุกคลีอยู่กับตัวไรฝุ่นและมูลนานมาก จนก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ไรฝุ่นขึ้นนั้นเอง

         เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของคุณและคนที่รัก การเลือกซื้อที่นอน มีความสำคัญอย่างมาก นอกเหนือจากคุณภาพของวัสดุที่ดีในการผลิตที่นอน ควรคำนึงถึงที่นอนที่มีการป้องกันไรฝุ่น แบคทีเรีย และเชื้อราต่างๆ ที่เป็นตัวการสำคัญในการทำลายสุขภาพอีกด้วย

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

ต้นไม้ ลดไรฝุ่น สำหรับคนเป็นภูมิแพ้

ต้นไม้ลดไรฝุ่นสำหรับคนเป็นภูมิแพ้

Previous
Next

ในช่วงล็อคดาวน์  หลายๆ คนน่าจะ work from home ที่บ้าน ช่วงปีหลังๆ เราเห็นมีเทรนด์การปลูกต้นไม้ในบ้าน (indoor plants) ที่ฮิตๆเห็นบ่อยตามรูปอินสตาแกรมเลย ก็จะมียางอินเดีย มอนสเตอร่า ไทรใบสัก มีไว้ก็ถ่ายรูปเก๋ๆ เหมือนอยู่คาเฟ่ เรียกได้เลยว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านของคนรุ่นใหม่ การปลูกน้องต้นไม้ในบ้านนี้ นอกจากจะเพิ่มสีเขียวให้ในบ้านแล้ว เค้ายังทำหน้าที่ฟอกอากาศ ให้เราด้วยนะ อีกทั้งยังมีต้นไม้ที่เคลมว่าฟอกอากาศได้ เช่น พลูด่าง ลิ้นมังกร ว่านงาช้าง

อันที่จริงแล้ว

                เรื่องต้นไม้ฟอกอากาศเนี่ย เริ่มต้นมาจากงานวิจัยที่โด่งดังในปี1989 ของ NASA นะ เขาพยายามวิจับว่าทำอย่างไรจะดึงคุณภาพของอากาศหายใจ ในยานอวกาศให้สูงขึ้น เนื่องจากในห้องหรือพื้นที่ ที่ปิดสนิท (อย่างของยานอวกาศ) มีมลภาวะสะสมที่เกิดจากคน เพราะ อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ และอีกทั้งยังมีก๊าซทิ้งจากสารเคมี (off-gas) เช่น formaldehyde และ benzene ที่ระเหยมาจากพวกเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องมือต่างๆในอาคาร ทำให้เกิดอาการ “sick building syndrome” เช่น  ผื่นคันที่ผิวหนัง ดวงตา หายใจไม่สะดวก ปวดศีรษะ แล้วอาการแพ้อื่นๆ นาซ่าเลยเริ่มตั้งข้อสันนิษฐานว่า มนุษณ์นั้นดำรงอยู่บนโลกได้ด้วยระบบนิเวศน์ของพืชและจุลินทรีย์ ถ้าเราย้ายไปอยู่ที่ๆเป็นระบบปิด ก็ควรนำพืชเหล่านี้ติดตัวไปด้วย นาซ่าพบว่า จุลินทรีย์ ที่อยู่ในต้นไม้ มีคุณสมบัติ ช่วยเปลี่ยนไวรัส แบคทีเรีย และ สารออแกนิค รอบๆ กลายเป็นเซลล์พืชในต้นไม้ โดยเฉพาะบริเวณระหว่างรากและดิน ต้มไม้ช่วยดูดสารพิษจากอากาศได้ในห้องพื้นที่ปิด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยแน่ชัด ผลกระทบของคนเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดกับต้นไม้และจุลินทรีย์

                อาทิ  เช่น ข้อควรระวังที่เราควรคำนึงจากการมีต้นไม้ในบ้าน ก็หนีไม่พ้นเรื่องของไรฝุ่นเลย เพราะน้องเป็นแหล่งจับไรฝุ่นชั้นดีหากไม่ได้เช็ดใบให้เป็นกิจวัตร อีกอย่างที่ควรระวังคือการรดน้าต้นไม้มากเกินไป เพราะความชื้นในรากเป็นที่มาของการเกิดรา เราควรเช็คว่าถาดรองต้นไม้ไม่มีน้ำขังหลังจากรดน้ำ อีกอย่างที่ช่วยได้คือให้นำน้องต้นไม้ออกไปวางโดนแดดรำไรๆข้างนอกอาทิตย์ละวันก็จะช่วยให้รากคลายความชื้นได้บ้าง นอกจากนี้ เราควรระวังต้นไม้ที่ใบมีขนอ่อนๆบนใบ เพราะมักจะดักสารก่อภูมิแพ้มาติด

               แล้วที่สำคัญเลย ในห้องนอนเราไม่ควรมีต้นไม้หลายต้นนะ แนะนำว่าให้มีต้นขนาดเล็กสักต้นก็พอ เพราะ ในตอนกลางคืนเนี่ยเป็นเวลาที่ต้นไม้คายน้ำ และ ผลิตแก๊ส  CO2 ที่เราคงไม่อยากให้มาอยู่ในที่ๆเรานอนนะ

                พูดถึงเรื่องนอน แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมในพื้นที่พักผ่อน ความสะอาดต้องมาคู่กับความสบาย ลองนึกถึงเวลาที่เรา ได้นอนโรงแรม เตียง ผ้าปูใหม่ ทั้งขาวทั้งสะอาด มันทำให้เรานอนฟินเลยใช่ไหมล่ะ เหมือนกันกับที่บ้านของเรา ควรหมั่นเปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปู อย่างน้อยๆอาทิตย์ละครั้ง จะให้ดีเลยระหว่างอาทิตย์ก็หมั่นดูดฝุ่นบนผ้าห่ม หรือผ้าปู เพื่อลดไรฝุ่น ถ้าไครที่เลี้ยงสัตว์เล็กๆที่ขนร่วง ถือว่าจำเป็นเลย

เราอยากแนะนำที่นอนของ Sleepen ที่เขาเคลมว่า self-hygeinizing  ที่มาช่วยเราเรื่องความสะอาดนี้ ที่นอน Sleepen เขาใช้นวัตกรรม Viroblock ของHEIQ Switzerland ที่ได้รับการรับรองจาก EU safe textile มีไยที่ใช้ที่ต้านแบคทีเรีย และ ไวรัสได้ 99.98% (ผู้ผลิตเขา ได้ส่งทดสอบ ว่าต่อต้านได้จริง ผ่าน 3 สถาบันเลย)   ทีนี้ ขอแถมที่ ดี๊ดีที่ มากับการแอนตี้ไวรัสคือ มันแอนตี้ดัสไมท์ หรือ ต่อต้านไรฝุ่นไปด้วยเลย  พอเราทดลองใช้ การจามช่วงเช้าๆนี่ลดลงเห็นชัด   ที่ Sleepen เขาว่า  self-hygeinizing จึงเป็นประการฉะนี้นี่เอง   ….  

ฝากไว้ว่าช่วงโควิด-19 นี้ หลายๆคนก็ต้องห่างกับเพื่อนสนิท ครอบครัว ญาติๆ ทั้งนั้นล่ะนะ หันมาลองปลูกต้นไม้ไว้อยู่เป็นเพื่อนให้เราได้ดูแล รดน้ำ ก็ช่วยแก้เหงาได้นะ แล้วก็ลดไรฝุ่นภูมิแพ้ไปเลย

Blogger Bibi

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

อันตราย! นอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงเจ็บป่วยง่าย

อันตราย! นอนหลับไม่เพียงพอ ส่งผลระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงเจ็บป่วยง่าย

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปคนเราจึงหันไปใช้เวลาทำอย่างอื่นแทนการนอนหลับพักผ่อน

          เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นโทรศัพท์ แชทคุยกับเพื่อนๆ หรือทำกิจกรรมต่างๆ นานา แล้วนำมาซึ่งข้ออ้างว่าไม่มีเวลานอนหลับพักผ่อน ด้วยความคิดที่ว่าการนอนหลับพักผ่อนนั้นไม่มีความจำเป็น เดี๋ยวค่อยนอนก็ได้ ซึ่งความคิดเหล่านี้สวนทางกับการดูแลรักษาสุขภาพที่ดีอย่างสิ้นเชิง

Previous
Next

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

               คนเราใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาในการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะอีกสองส่วนของชีวิตที่เหลือ คือการลืมตาทำกิจกรรมต่างๆ ของแต่ละวัน ซึ่งพฤติกรรมการใช้ชีวิตย่อมสร้างภาระให้กับร่างกายและสมอง ดังนั้นการใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ และเพียงพอในแต่ละวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยเฉลี่ยคนเราควรนอนอย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงต่อคืน หากน้อยกว่านี้ย่อมเป็นการทำให้เสียสุขภาพของตัวเองทั้งทางตรงคือ ประสิทธิภาพการใช้ชีวิตและการทำงานต่ำลง และทางอ้อมคือโรคภัยความเจ็บป่วยในระยะยาว

ประโยชน์มหาศาลจากการนอนหลับ

                 จากงานวิจัยของ เดนนิส แม็คกินตี้ นักวิจัยประสาทวิทยาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอสแองเจลีส บอกว่าการนอนสามารถช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยมีสมองส่วนหนึ่งจะทำหน้าที่สั่งการให้เราหลับเมื่อระดับอุณหภูมิในร่างกายสูงเกินควร และส่งผลกระทบไปยังสมอง ทฤษฏีนี้พิสูจน์ได้อย่างง่ายๆ โดยการสังเกตจากการออกกำลังกาย เช่น วิ่งหรือเล่นฟุตบอลในวันที่ร้อนจัดไม่นานก็อาจจะเป็นลม เช่นเดียวกับนักกีฬาที่ออกกำลังกายอย่างหักโหมจะต้องใช้เวลาในการนอนพักผ่อนมากกว่าคนปกติ เนื่องด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ ทำให้ประสาทส่วนรับความร้อนภายในสั่งการให้ระบบดูดซึมอาหารทำงานช้าลงด้วยการทำให้รู้สึกง่วงนอน และหลังจากนั้นระดับอุณหภูมิก็จะลดต่ำลงเป็นปกติ

 

ฟื้นฟูระบบการทำงานของสมอง

             นอกจากมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว การนอนหลับยังสามารถส่งผลดีต่อสมองอีกด้วย เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญของคนเราแม้จะมีขนาดเล็กแต่ว่าสามารถนำพลังงานสะสมภายในร่างกายไปใช้ถึง 20% ในแต่ละวัน ซึ่งหากเรานอนหลับให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ระบบจัดเก็บความทรงจำหรือระบบประสาทจะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราหลับสนิทลึกถึงขั้นฝัน

            เพราะจากงานวิจัยทางสมองพบว่า ความฝันเป็นอีกหนึ่งกระบวนการจัดเก็บข้อมูล โดยฉายภาพประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่ตื่นเพื่อจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้น เป็นการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทของสมองเพื่อเก็บเป็นความทรงจำถาวร โดยอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว มีชื่อว่า ฮิปโปแคมปัส จะทำหน้าที่ถ่ายโอนข้อมูลที่เรียนรู้ในระหว่างวันเข้าสู่ความทรงจำระยะยาวตอนที่เราหลับเท่านั้นและจะทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเรานอนหลับอย่างเพียงพอ

 

ผลร้ายจากการ อดนอน

              อัตราการพักผ่อนของร่างกายคนเรามีความแตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและสุขภาพสมบูรณ์อาจต้องการพักผ่อนเพียง 5 ชั่วโมงต่อคืนก็เพียงพอแล้ว แต่ในบางคนต้องใช้เวลานอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ร่างกายจึงจะพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นถ้าหากพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดอาการง่วงนอน ซึมเซาตลอดทั้งวัน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ประสิทธิภาพในการทำงานและใช้ชีวิตต่ำลง อาจมีอาการหลับใน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากถ้าหากต้องขับขี่ยานพาหนะ

ร่างกายทรุดโทรม เสียสมดุล

             นอกจากจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตที่ต่ำแล้ว หากทำติดต่อกันจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันร่างกายจะส่งผลเสียในระยะยาว ได้แก่ ระบบภายในร่างกายจะเริ่มเกิดการแปรปรวนและสูญเสียความสมดุล โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดย แครอล อีเวอร์สัน นักจิตวิทยาสังคมที่มหาวิทยาลัยแห่งเทนเนสซี ได้ค้นพบว่าหากมีการอดนอนติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้นในช่วงแรก เลือดจะมีเม็ดโลหิตขาวเพิ่มขึ้นและเกิดการสลายตัวทำให้ความสามารถในการต้านทานเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสของร่างกายต่ำลงเกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะผู้หญิงจะสูญเสียความอ่อนวัยอย่างรวดเร็ว เกิดความร่วงโรยแห่งวัยตามใบหน้า รูปร่าง เช่น ริ้วรอยและสิวต่างๆ อาการดวงตาหมองคล้ำ ผิวหน้าเหี่ยวเฉาและมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดจากการอดนอน ดังนั้นจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหากฝืนอดนอนและพักผ่อนน้อย

 

ส่งเสริมการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ

            Sleepen  มีความเชี่ยวชาญในการผลิตที่นอน ผลิตจากเทคโนโลยีและวัสดุที่มีคุณภาพเยี่ยม ด้วยลักษณะการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในวัยเรียน และวัยทำงาน ต่างละเลยและไม่ให้ความสำคัญต่อการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเป็นค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นควรรู้จักแบ่งเวลาการใช้ชีวิตและการนอนหลับให้มีความพอเหมาะ พอดี เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข พร้อมด้วยสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

เคล็ดลับกำจัดไรฝุ่น

เคล็ดลับการกำจัดไรฝุ่น

Previous
Next
 เพราะคนเราใช้เวลาอยู่ในห้องนอนมากกว่าสถานที่อื่นๆ
 
          ยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นนั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีจัดการฝุ่นในห้องนอน เพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับการทำความสะอาดที่นอน ที่ได้ผลมาแนะนำกัน

ไรฝุ่นสามารถอาศัยในที่นอนได้ถึง 2 ล้านตัว

       ไรฝุ่น สามารถพบอยู่กับฝุ่นตามพื้นบ้าน ห้องนอน ที่นอน หมอน พรม ตุ๊กตาขน และเครื่องเรือนต่างๆ โดยชอบอาศัยในที่อับชื้น และที่อบอุ่น ไรฝุ่นกินเศษผิวหนังและรังแคเป็นอาหาร จากนั้นจะถ่ายมูลไว้ในสถานที่ที่อาศัยอยู่ โดยเฉพาะบนเตียง หรือที่นอน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของตัวไรฝุ่นและมูลของไรฝุ่น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ในฝุ่น 1 กรัม สามารถพบไรฝุ่นได้ถึง 500 ตัว นอกจากนี้ยังพบอีกว่าน้ำหนัก 1 ใน 10 ของหมอนเก่าอายุ 6 ปี มาจากไรฝุ่นและมูลของไรฝุ่น และในที่นอน 1 หลัง มีไรฝุ่นอาศัยอยู่ประมาณ 2 ล้านตัว อีกทั้งมูลของไรฝุ่นสามารถฟุ้งกระจายได้ง่ายและลอยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราในขณะนอนหลับ

ภาพ 1 : การเคลื่อนที่ของไรฝุ่น

มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ เศษหนังกำพร้าของคน 1 กรัม เป็นอาหารให้ไรฝุ่นหนึ่งล้านตัวมีชีวิตได้นานถึง 1 สัปดาห์ซึ่งตามปกติคนเราจะมีผิวหนังหลุดลอกออกมาถึง 1.5 กรัมต่อวันนั้น ยิ่งจะเป็นการทำให้ไรฝุ่นอยู่กับเราได้นานขึ้นอีกเป็น 1 สัปดาห์กว่าๆ ดังนั้น การตัดวงจรอาหารของไรฝุ่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อทำให้ตัวไรฝุ่นขาดอาหารและลดจำนวนลง

4 เคล็ดลับการทำให้ห้องนอนปลอดไรฝุ่น

1. หมั่น กวาด เช็คทำความสะอาดห้องนอนและที่อยู่อาศัยอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้มีฝุ่นจับตัวกันหนา โดยเฉพาะเครื่องนอนและผ้าม่านควรปัดฝุ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซักทำความสะอาดชุดเครื่องนอนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ด้วยน้ำร้อน 55-60 องศาเซลเซียส หรืออาจนำ ที่นอน หมอน และพรม มาตากแดดจัดประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป สามารถช่วยฆ่าและลดจำนวนตัวตัวไรฝุ่นได้
 
2. หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่สะสมฝุ่นได้ง่ายและทำความสะอาดได้ยาก เช่น ผ้าบุที่หนาหยาบ พรมที่มีขนฟู ใช้เครื่องนอนที่ทำจากใยสังเคราะห์ เป็นต้น
3. ควรเปิดผ้าม่าน หน้าต่าง ให้แดดส่อง ที่นอนหรืออาจนำออกมาตากแดดเลยก็ได้อย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อเป็นฆ่าเชื้อโรคและระบายอากาศภายในห้องนอน ไม่ให้เกิดความอับชื้น ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยอย่างดีสำหรับไรฝุ่น
 
4. ไม่ควรเก็บตุ๊กตาขนไว้ในห้องนอน เพราะขนของตุ๊กตาถือเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและไรฝุ่นได้อย่างดี แต่ถ้าหากต้องการเก็บตุ๊กตาขนไว้ในห้องนอน จำเป็นจะต้องมีการทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละครั้ง
และไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในห้องนอน เพราะรังแคจากสัตว์เลี้ยงถือเป็นอาหารชั้นดีของไรฝุ่นได้เช่นกัน
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต

ฉีดซิโนแวกแล้ว จะไปเที่ยวยุโรปได้ไหม แล้วจะไปติดโควิดจากที่นั่นหรือปล่าว

ฉีดซิโนแวกแล้ว จะไปเที่ยวยุโรปได้ไหม แล้วจะไปติดโควิดจากที่นั่นหรือปล่าว

                ข้อมูลจาก ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า หลังฉีด ซิโนแวก 3 สัปดาห์ คน 66 % (124 ใน 188 ราย) จะสร้างแอนตี้บอดี้ และเมื่อกระตุ้นด้วยเข็มสอง ภายใน 4 สัปดาห์คน คน 99.49  % จะสร้างแอนตี้บอดี้

                 ดังนั้น จึงประมาณได้ว่า หากเราจะไปต่างประเทศ ก็ควร ไป หลังการฉีดกระตุ้นเข็มสอง 4 สัปดาห์จึงจะมีความปลอดภัย  แต่หากประเทศปลายทาง ยังไม่ยอมรับวัคซีนซิโนแวท ก่อนการเดินทาง เราก็สามารถไปฉีดวัคซีนตัวที่ประเทศนั้นยอมรับก็ได้ อาทิ อาจจะเป็น ไฟเซอร์ หรือ แอสตราซิเนกา

              ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อมูลเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2021 ทาง องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศรับรอง วัคซีนโควิด19 ที่ผลิตโดยบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค ใช้ในกรณีฉุกเฉินได้แล้ว
เมื่อเร็วๆนี้ ทาง WHO ได้ออกมายอมรับว่า เชื้อโควิดนี้ ไม่ได้แค่อยู่ใน ละอองฝอย แต่ เชื้อนี้อยู่ในละอองลอย และ ยัง airborne ล่องลอยอยู่ในอากาศอยู่ได้หลายชั่วโมงลักษณะเดียวกับควัน หากเชื้ออยู่แต่ในละอองฝอย การล้างมือบ่อยและ การ social distancing ก็จะเพียงพอ แต่เพราะเชื้อนั้นอยู่ในละอองลอยด้วย การใส่หน้ากากจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

            ทีนี้ เมื่อเราเดินทางไปต่างประเทศ โอกาส ที่เราจะไปรับเชื้อนั้นก็เป็นไปได้เสมอ ดังนั้นการใส่หน้ากากทั้งในสนามบิน ในเครื่องบิน และ เมื่ออยู่นอกที่พัก จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ถ้าเราเผลอเรอชอบไปจับหน้ากาก หรือหน้ากากหลวมหล่นมาอยู่ที่ปาก ก็จะทำให้ เชื้อไวรัส เล็ดลอดเข้าจมูกของเราได้ คนที่ไม่ได้ใส่แว่น ก็มีความเสี่ยงมากกว่า เพราะ เชื้อสามารถเข้าสู่เยื่อบุตาของเรา ได้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้นเลย

           ขณะนี้ มีหน้ากากที่ใช้นวัตกรรมสิ่งทอ ไวโรบล็อค (viroblock) จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่ง ทำได้มากกว่าป้องกันไวรัส แต่ต่อสู้ ไวรัสที่มาเกาะติดหน้ากากเราได้ด้วย เป็นการคิดค้น ที่ได้รับรางวัล Swiss Technology Award 2020 ด้วยการผสานซิลเวอร์นาโน กับ เวสิเคิล ลิโปโซม (Vesicle liposome) เจาะเปลือกไขมันของไวรัสเข้าไป แล้วทำลายสารพันธุกรรมของมัน
 

        ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจาก 3 สถาบันชั้นนำ (UK, China and Thailand) ตามมาตรฐาน ISO 18184 ว่าต่อต้านทำลายไวรัสได้จริง ผลการทดสอบจาก มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ผ้าคอตต้อนที่เคลือบไวโรบล็อค ต่อต้านไวรัส ได้ถึง 99.98 % และ แม้ผ่านการซักน้ำ 15 ครั้ง ก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านได้ ถึง 99.47 % นอกจากนี้ ไวโรบล็อคยังปลอดภัยต่อผิวหนัง และร่างกายมนุษย์ เนื่องจากได้รับตรา Okeo Tex Standard ซึ่งเป็นเครื่องหมายออกให้สำหรับสิ่งทอที่มีความปลอดภัย อีกด้วย

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on whatsapp
WhatsApp
Share on email
Email
  • All
  • ที่นอนผู้สูงอายุ
  • ผลวิจัยการนอนเพื่อสุขภาพ
  • พฤติกรรมการนอนน้อย
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • ภูมิแพ้ ไรฝุ่น ไวรัส เชื้อรา ในที่นอน
  • วิธีเลือกที่นอน
  • ไขความลับ การนอนเปลี่ยนชีวิต